กระดานข่าว
น้ำประปา...สหภาพประปาฟ้องศาลยกเลิกสัญญาเอกชน
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3801 (3001)
สหภาพฟ้องศาลยกเลิกสัญญา"ประปา-ยูยู"
"สหภาพประปาระยอง" เดินหน้าต้าน กปภ.เปิดทางเอกชนร่วมทุน ยื่นฟ้องศาลปกครองขอคำสั่งยกเลิกสัญญา เหตุไม่ชอบด้วยกฎหมาย แถมไม่เปิดให้มีการทำประชาพิจารณ์-ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ส่อเค้าผลประโยชน์ทับซ้อน
ผลพวงจากกรณี "คณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค" อนุมัติโครงการเอกชนร่วมทุนในกิจการการประปาจังหวัดระยอง โดยมีมติให้ "การประปาส่วนภูมิภาค" หรือ กปภ. เซ็นสัญญากับ "บริษัท ยูนิเวอร์แซล ยูทิลิตี้ส์ จำกัด" (ในนามกลุ่มบริษัท ยูยู กรุ๊ป คอนซอร์เตียม) เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านของเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ โดยมีสหภาพแรงงานการประปาส่วนภูมิภาคเข้าร่วม ตามที่ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้เคยนำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้
ล่าสุดในวันที่ 14 มิถุนายน 2549 พนักงานรัฐวิสาหกิจการประปาส่วนภูมิภาค จ.ระยอง จำนวน 24 คน แกนนำกลุ่มผู้คัดค้านได้เข้ายื่นหนังสือต่อศาลปกครองกลาง ฟ้อง กปภ.เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนมติดังกล่าวและสั่งยกเลิกสัญญาที่ทำกับเอกชน อีกทั้งขอให้มีคำสั่งให้ กปภ.จัดหางบฯสนับสนุนเร่งด่วนเพื่อใช้ปรับปรุงระบบผลิตน้ำประปาแก่การประปา จ.ระยอง
นายสุทธิ อัชฌาศัย แกนนำเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินคดีแทน เปิดเผยถึงประเด็นคำฟ้องว่า สัญญาที่ให้บริษัทเอกชนผลิตน้ำประปาเพื่อขายให้แก่การประปาระยอง เป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการขายรัฐวิสาหกิจที่มีกำไรไปให้เอกชนซึ่งเป็นพรรคพวกของคณะกรรมการ กปภ. และนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง เป็นเหตุให้รัฐต้องรับภาระในการขาดทุน ซึ่งขัดต่อพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2522 มาตรา 5 และมาตรา 7
นอกจากนี้สัญญาดังกล่าวยังขัดพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 ที่จะต้องจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์และศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกลุ่มผู้ฟ้องเห็นว่า สัญญาที่ กปภ.และบริษัทเอกชนทำขึ้น ปกปิดความจริงเกี่ยวกับการลงทุนให้มีวงเงินต่ำกว่าเงื่อนไขเพื่อเลี่ยงการทำประชาพิจารณ์ ทั้งนี้ควรจะต้องรวมมูลค่าที่ดินในการจัดหาแหล่งน้ำ โรงสูบน้ำ โรงกรองน้ำ สถานีจ่ายน้ำ และมูลค่าการจัดซื้อน้ำจากเอกชนตลอดอายุสัญญา 25 ปี ซึ่งมีมูลค่ากว่า 2,400 ล้านบาท
นายสุทธิกล่าวอีกว่า ยังมีความไม่ชอบธรรมในลักษณะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน เนื่องจากฝ่ายบริหารและคณะกรรมการผู้มีส่วนดำเนินโครงการนี้ บางรายถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ได้รับการอนุมัติ
อีกทั้งผู้บริหาร กปภ.ระดับสูงยังเข้าไปเป็นกรรมการของบริษัทเอกชนนั้นด้วย ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ.การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2522 มาตรา 20
รายงานข่าวแจ้งว่า บริษัท ยูนิเวอร์แซล ยูทิลิตี้ส์ จำกัด ซึ่งได้รับการอนุมัติให้เข้าไปดำเนินงานในโครงการนี้ มีบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์วอเตอร์ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งอีสท์วอเตอร์ถูกจัดตั้งโดย กปภ. เมื่อปี พ.ศ.2522
แต่ต่อมาได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯและกลายสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด มี กปภ. ถือหุ้นอยู่กว่า 40% แต่ปรากฏว่าฝ่ายบริหารและ คณะกรรมการ กปภ.บางรายได้แยกออกถือหุ้นของอีสท์วอเตอร์ ซึ่งน่าจะถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทเอกชน
"กปภ.ควรเสนอของบฯเฉพาะกาลจากรัฐบาลเพื่อนำไปแก้ไขระบบน้ำประปาใน จ.ระยอง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเป็นการเฉพาะหน้า ส่วนในระยะยาวควรตั้งคณะกรรมการเพื่อหาแนวทางและปฏิรูปการบริหารการประปา โดยให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและดำเนินการมากกว่านี้" นายสุทธิกล่าว
ด้านนายมนเฑียรทอง ธนเศรษฐ์ ประธานสหภาพแรงงานการประปาส่วนภูมิภาค (สร.กปภ.) กล่าวว่า กรณีการประปาระยองจะเป็นตัวอย่างให้แก่การประปาพื้นที่อื่นๆ ทั้งนี้คณะกรรมการที่มีวาระครั้งละ 3 ปี ซึ่งพอได้รับตำแหน่งเข้ามาก็ผลักดันโครงการมากมาย แต่ไม่ได้ติดตามผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ซึ่งหากสัญญาในโครงการที่ผ่านมาเป็นเหตุให้รัฐเสียเปรียบก็ควรจะต้องเจรจาขอปรับเงื่อนไข ขณะนี้ กปภ.มีกำไรเพียงปีละไม่กี่ร้อยล้านบาท ในขณะที่ต้องรับงบฯสนับสนุนจากรัฐบาลปีละ 2 พันกว่าล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางบุตร จ.ระยอง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองระยอง จนเป็นที่มาของคำสั่งศาลให้ระงับการโอนทรัพย์สินการประปาไปให้เอกชนและห้ามไม่ให้มีการซื้อขายน้ำจนกว่าจะถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2549
