ข่าวสารทั่วไป
"วินัย บัวประดิษฐ์" ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี "ทางออกของการท่องเที่ยวสมุย คือ หยุดเติบโต"
วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11059
"วินัย บัวประดิษฐ์" ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี "ทางออกของการท่องเที่ยวสมุย คือ หยุดเติบโต"
สัมภาษณ์พิเศษ
โดย ชัยวุฒิ ศิวายพราหมณ์
"เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ"
คือ คำขวัญของ จ.สุราษฎร์ธานี เมืองเก่าแก่ที่มีหลักฐานว่าพุทธศตวรรษที่ 13 ได้รวมอยู่กับอาณาจักรศรีวิชัย เมื่ออาณาจักรนี้เสื่อมลง จึงแยกออกเป็น 3 เมือง คือ เมืองไชยา เมืองท่าทอง และเมืองคีรีรัฐ ขึ้นต่อเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ย้ายเมืองท่าทองมาตั้งที่บ้านดอน และยกฐานะเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ พระราชทานนามว่า "เมืองกาญจนดิษฐ์" เมื่อ มีการปกครองแบบมณฑล จึงรวมเมืองทั้งสามเป็นเมืองเดียวกันเรียกว่า "เมืองไชยา" ต่อมา พ.ศ.2458 รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนชื่อเป็น "เมืองสุราษฎร์ธานี" แปลว่า "เมืองแห่งคนดี"
ปัจจุบัน "เมืองแห่งคนดี" เมืองนี้ มี "วินัย บัวประดิษฐ์" เป็นพ่อเมือง หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาจังหวัดให้เป็นหนึ่งทั้งด้านการเกษตร ท่องเที่ยว การศึกษา
"สุราษฎร์ธานีต้องเป็นศูนย์กลางเกษตรครบวงจร เป็นผู้นำการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่ยั่งยืน เป็นเมืองน่าอยู่ เป็นแหล่งการศึกษา และแหล่งพัฒนาคุณธรรม
"ที่ต้องเป็นศูนย์กลางเกษตรครบวงจร เพราะสุราษฎร์ธานีมีมูลค่าผลิตภัณฑ์ภายในจังหวัดร้อยละ 37.62 เป็นด้านการเกษตร ซึ่งเป็นเพราะความพร้อมด้านวัตถุดิบทางการเกษตร กล่าวคือยางพารามีพื้นที่ปลูก 2 ล้านไร่ ผลผลิต 631,113 ตัน มูลค่า 44,607 ล้านบาท ปาล์มที่แม้ราคาจะขึ้นๆ ลงๆ แต่อนาคตจะเป็นพืชพลังงานทดแทน จึงมั่นใจว่าไปได้ดีแน่นอน เพราะมียุทธศาสตร์เมืองปาล์มรองรับอยู่ ซึ่งตอนนี้มีพื้นที่ปลูก 7.6 แสนไร่ มูลค่า 4,179 ล้านบาท สวนผลไม้ทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกอง มีพื้นที่ปลูก 1.6 แสนไร่ และยังมีพื้นที่เลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลา แหล่งประมงชายฝั่งที่เลี้ยงคนได้ทั้งโลก จึงต้องวางแนวทางการพัฒนาระบบเครือข่ายการขนส่งสินค้า โดยเสนอแผนขอใช้เงิน 220 ล้านบาท สร้างอาคารคลังสินค้าทางอากาศในอนาคต
"ด้านการเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค เพราะสุราษฎร์ธานีมีรายได้จากการท่องเที่ยวปีละ 21,901 ล้านบาท นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาปีละ 1.3 ล้านคน แต่ปัญหาที่สำคัญ คือ เกาะสมุย ที่เจริญเติบโตแบบไร้ทิศทาง นับวันจะเริ่มอิ่มตัว และมีปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาน้ำท่วมขัง ถนนรอบเกาะชำรุดทรุดโทรม มีน้ำท่วมขังซ้ำซาก แนวทางการแก้ปัญหาคือเร่งหางบประมาณกว่า 100 ล้านบาทปรับปรุงถนนรอบเกาะ
"ทางออกของการท่องเที่ยวเกาะสมุยในขณะนี้ สมุยต้องหยุดการเติบโต และกลับมารักษาสิ่งแวดล้อม โดยขยายพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น ซึ่งท้องถิ่นต้องเป็นคนนำ ขณะเดียวกันต้องเน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการรักษาเกาะสมุยเอาไว้ ส่วนเกาะพะงันและเกาะเต่าก็เช่นกัน ต้องคงสภาพการเติบโตไว้ อย่างไรก็ตาม จังหวัดยังให้ความสำคัญกับกิจกรรมฟุลมูน ปาร์ตี้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เฉพาะงานนี้งานเดียวทำรายได้ปีละเกือบพันล้านบาท เงินสดทั้งนั้นที่หมุนเวียนบนเกาะ คุณภาพชีวิตจึงดีเพราะมีรายได้มาก
"เพื่อความยั่งยืนเราจึงตั้งคณะทำงานออกแบบเครื่องหมายการค้าฟุลมูน ปาร์ตี้ ไทยแลนด์ เพื่อจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพราะขณะนี้สิงคโปร์กำลังจะเลียนแบบ และนำมาเป็นจุดขายแข่งกับเกาะพะงัน จำเป็นต้องป้องการลอกเลียนแบบ เรียกว่าของแท้ต้องที่เกาะพะงันเท่านั้น
"ส่วนตัวเมืองจะส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์คลองร้อยสาย สวนโมกข์ ไชยา อุทยานแห่งชาติเขาสก เพื่อดึงเม็ดเงินให้กระจายมายังตัวเมืองส่วนหนึ่ง
"สำหรับมาตรการเมืองน่าอยู่จะเน้นการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด จัดระเบียบสังคม ควบคุมร้านเกมส์ให้เปิด-ปิดให้เป็นเวลา ควบคุมสถานบันเทิง ป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า และทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุมชนเป็นเกราะคุ้มกัน
"ซึ่งทั้งหมดจะทำให้เป็นไปตามเป้าหมาย คือ ศูนย์กลางเกษตรคุณภาพครบวงจร ศูนย์กลางอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการเกษตร การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี วิทยาลัยตาปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เขตการศึกษาสุราษฎร์ธานี เป็นศูนย์การวิจัยเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัดให้เป็นไปได้โดยเร็วที่สุด"
หน้า 8
