ทั่วไป
พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง:เพื่อประโยชน์ใคร?
คำกล่าวที่ว่า ชนชั้นใดร่างกฎหมาย ก็มักจะเอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นนั้นนับว่าเป็นคำกล่าวที่ยังใช้ได้สำหรับสังคมไทย และในบรรดากฎหมายหลายฉบับ ช่วงที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะเป็นผู้ออกกฎหมายนั้น ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การออกกฎหมายบางฉบับว่า เอื้อประโยชน์ต่อ สนช.บางคน และบางกลุ่มเช่นกัน
อย่าง พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.2551 ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นชอบและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2551 ก็มีการกล่าวกันว่า มีการตัดตอนโดยปรับปรุงแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อ สนช.บางคน ทั้งในแง่การกำหนดให้สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า และการจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ขึ้นในสถาบันพระปกเกล้า รวมทั้งการออกแบบโครงสร้างอำนาจของสภาพัฒนาการเมือง ให้เป็นโครงสร้างอำนาจของชนชั้นนำในสังคม ซึ่งเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเหล่านี้ ผิดเพี้ยนไปไปจากเจตนารมณ์เดิม โดยแทนที่จะเป็นสภาพัฒนาการเมืองของพลเมือง ก็กลายป็น สภาพัฒนาการเมืองของสถาบันพระปกเกล้าไป
ทั้งนี้เพราะที่มาของการยกร่างจัดให้มี พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมืองนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากสมัยรัฐบาลพลเอก สุรยุทธ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายปฎิรูปการเมือง และการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมือง จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมือง และร่วมขับเคลื่อนสภาพัฒนาการเมืองจากทั้งเครือข่ายภาคประชาชน กลุ่มองค์กรชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน เครือข่ายนักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน ในการร่วมกันผลักดันให้มีสภาพัฒนาการเมืองกำหนดไว้ในรัฐ ธรรมนูญเพื่อให้เห็นความสำคัญของการเมืองภาคพลเมือง
จนกระทั่งได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ในมาตรา 78(7) กำหนดให้รัฐจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฎิบัติตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และในมาตรา 87(4)กำหนดให้รัฐส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง และจัดให้มีกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง เพื่อช่วยเหลือการดำเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน
จึงเป็นที่เข้าใจว่า สภาพัฒนาการเมือง มีเจตนารมณ์ ในการให้ความสำคัญกับการเมืองภาคพลเมืองมากกว่าการเมืองของนักการเมือง และชนชั้นนำในสังคม แต่สภาพัฒนาการเมืองจะเป็นสถาบันที่ส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชน ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งทางการเมือง ทั้งในแง่การให้การศึกษาแก่ประชาชน การส่งเสริมวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน ตลอดจนให้มีการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง จึงประสงค์ให้สภาพัฒนาการเมืองเป็นสถาบันในแนวระนาบที่เปิดโอกาสให้ภาคพลเมืองมีเวทีทางการเมืองในการดำเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน โดยมีกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง เป็นแหล่งทุนสนับสนุน
สภาพัฒนาการเมืองจึงไม่ใช่เป็นสถาบันหรือองค์กรของ นักการเมืองหรือ เป็น การเมืองของคนชนชั้นนำในสังคมที่มีความคิดที่จะอาศัยสภาพัฒนาการเมืองเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์และแสวงหาตำแหน่งของตนเอง และบทเรียนรู้หนึ่งสำหรับการเมืองไทย ที่ผ่านมามักจะเห็นว่าการเมืองไทยมักเป็นการเมืองของนักการเมืองและชนชั้นนำมากกว่าจะเป็นการเมืองภาคประชาชน ดังนั้น สภาพัฒนาการเมือง จึงถือกำหนดขึ้นเพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว เพื่อให้การเมืองเป็นของพลเมืองอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะกิจกรรมที่สนับสนุนให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการเมือง สิทธิหน้าที่ ความรับผิดชอบของประชาชน และเพื่อพัฒนาศักยภาพของประชาชนกลุ่มองค์กรชุมชน ในการบริหารจัดการทรัพยากรและภูมิปัญหาท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง ได้ผ่าน สนช.และประกาศใช้เป็นกฎหมาย ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่า เนื้อหาสาระและการดำเนินงานสภาพัฒนาการเมืองได้ผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ต้นร่างเดิมของคณะทำงานจัดตั้งสภาพัฒนาการเมือง โดยมีการปรับแก้ ร่าง พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมืองให้เพี้ยนไปจาเดิมนั้นเพื่อใคร ซึ่งก็มีเสียงลือกันว่าเพื่อผลประโยชน์เพื่อประโยชน์ของ สนช.บางคน โดยเฉพาะการให้ สภาพัฒนาการเมือง โดยมีสำนักสภาพัฒนาการเมืองเป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า เพื่อสนับสนุนการดำเนินตามอำนาจหน้าที่ของสภาพัฒนาการเมือง รวมทั้งเป็นหน่วยธุรการและงานวิชาการ ภายใต้การควบคุมดูแลของประธานสภาพัฒนาการเมือง ซึ่งมีข้อสังเกตุจากหลายฝ่ายว่า ผู้เป็น สนช.บางคนเป็นกรรมการสถาบันพระปกเกล้ามีผลประโยชน์อยู่กับสถาบันพระปกเกล้า ต้องการให้สำนักงานพัฒนาการเมืองเป็นหน่วยงานในสถาบันพระปกเกล้า
ดังที่คอลัมน์ทัศนะวิจารณ์ในกรุงเทพธุรกิจรายวันของคุณเมธา มาสขาว ได้เขียนไว้ถึง พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง(ฉบับสนช.)ผลประโยชน์ทับซ้อนของใคร? ความตอนหนึ่งว่า เมื่อร่างกฎหมายผ่านเข้ามาถึงขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ของ สนช.กลับถูกปรับแก้ไขในสาระสำคัญ จนไม่อาจบรรลุเจตนารมณ์ดั้งเดิมได้ เนื่องจากมีการปรับแก้ไขกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ขององค์กรเฉพาะ และมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้แก้ไขกฎหมายใน สนช.เอง โดยมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระปกเกล้า ทั้งการเป็นกรรมการสถาบันและบุคลากรในสถาบันเข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญในร่าง พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง
แม้คณะกรรมาธิการฯ จะมีความประสงค์อย่างไรก็แล้วแต่ แต่ก็เป็นที่เข้าใจในทีท่าว่า มีความพยายามให้สภาพัฒนาการเมืองและสำนักพัฒนาการเมืองให้เป็นหน่วยงานในสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า จะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 78 (7)หรือไม่ ที่ให้สภาพัฒนาการเมืองมีความเป็นอิสระ แต่การไปอยู่กับสถาบันพระปกเกล้านั้น สถาบันพระปกเกล้าเป็นองค์กรมหาชนในกำกับของประธานรัฐสภา จึงไม่มีความเป็นไปได้ใดๆ ที่จะมีความเป็นอิสระ ปลอดจากการเมืองแทรกแซงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ยิ่งเห็นการกำหนดให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองไว้ในมาตรา 31 ของ พ.ร.บ. สภาพัฒนาการเมือง และให้ขึ้นกับสถาบันพระปกเกล้าด้วยแล้วก็ยิ่งเห็นวาระซ่อนเร้นในผลประโยชน์ที่จะเกิดกับสถาบันฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้เพราะในรัฐธรรมนูญมาตรา 87 (4) กำหนดให้รัฐส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง และจัดให้มีกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมือง เพื่อช่วยเหลือการดำเนินกิจกรรมสาธารณะชองชุมชน จึงก่อให้เกิดคำถามและข้อสงสัยว่า กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ตามมาตรา 31 ใน พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมืองกับที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 87 (4) มีความเหมือนหรือความแตกต่างกันอย่างไร
นอกจากานี้ยังพบว่า มีหลายประเด็นที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ซึ่งกำหนดให้มีโครงสร้างจำนวนสมาชิกทั้งฝ่ายการเมือง พรรคการเมืองสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากคณะกรรมาธิการสามัญ สมาชิกจากผู้แทนองค์กรภาคประชาชนสังคมจังหวัดละ 1 คน รวมเป็น 76 คน สมาชิกโดยตำแหน่งจากองค์กรอิสระและข้าราชการประจำ สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ และกำหนดให้เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเป็นสมาชิก และเลขานุการสภาพัฒนาการเมือง และเมื่อรวมสมาชิกฝ่ายต่างๆ แล้วทำให้เห็นว่าโครงสร้างของสมาชิกสภาพัฒนาาการเมืองมีจำนวนมากกว่า 100 คน ซึ่งเป็นโครงสร้างอำนาจที่ใหญ่และมีความเทอะทะ
ขณะที่ร่างเดิมของ พ.ร.บ. สภาพัฒนาการเมืองต้องการให้มีขนาดเล็กและกะทัดรัด โดยมีจำนวนสมาชิกเพียง 27 คนจากผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมากกว่าการให้ความสำคัญกับตัวแทนฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ กลับให้เป็นเวทีองค์กรประชาสังคมในระดับล่างเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมือง และการ เสนอความคิดเห็นให้สภาพัฒนาการเมือง จึงเห็นว่ามีความแตกต่างในวิธีคิดเกี่ยวกับการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งทางการเมืองและเห็นว่าการจัดโครงสร้างและองค์ประกอบของสถาพัฒนาการเมืองที่ปรากฎใน พ.ร.บ. สภาพัฒนาการเมืองเป็นโครงสร้างที่เน้นโครงสร้างส่วนบน (Top down Approach) ซึ่งให้น้ำหนักกับฝ่ายการเมือง ชนชั้นนำ และสถาบันพระปกเกล้า
ในที่สุดแล้วก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปจากการเมืองของนักการเมืองที่ย่ำอยู่กับวังวนวงจรอุบาทก์ และการเมืองที่วาดฝันอยากเห็นว่าเป็นการเมืองของภาคพลเมือง เพื่อให้ประชา ชนมีการเรียนรู้ทางการเมือง และมีความเข้มแข็งตามเจตนารมณ์นั้นก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะติดกับดักโครงสร้าง แค่นี้ก็พอจะรู้คำตอบว่า พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมืองเกิดขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของใคร และใครได้ ใครเสีย
