ทั่วไป
พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง ผลประโยชน์ทับซ้อยของใคร
1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 : ทัศนะวิจารณ์ กรุงเทพธุรกิจรายวัน
เมธา มาสขาว
ภายหลังจากที่เครือข่ายภาคประชาชนผลักดันให้มีสภาพัฒนาการเมืองขึ้น โดยความร่วมมือของเครือข่ายชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน เครือข่ายนักวิชาการ นักกฎหมาย องค์กรพัฒนาเอกชนและนักธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองภาครัฐสภาที่ต้องมีการตรวจสอบ ถ่วงดุลอย่างใกล้ชิดจากภาคพลเมือง จนกระทั่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ มีมติให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญัติให้มาตรา 78(7) กำหนดให้รัฐ จัดให้มีแผนพัฒนาการเมืองขึ้น รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
โดยมาตรา 87(4) กำหนดให้รัฐ ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง และจัดให้มีกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองเพื่อช่วยเหลือการดำเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน ต่อมาคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง จากการผลักดันของภาคประชาสังคม ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา และดำเนินการต่อมาในขั้นกรรมาธิการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จนผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกเป็นกฎหมายและรอพระราชกฤษฎีกาอยู่ในขณะนี้นั้น
กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่มาของร่างกฎหมายนี้ มาจากการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของประชาชน มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ 31 เวที มีผู้เข้าร่วมถึง 3,430 คน แต่เมื่อร่างกฎหมายผ่านเข้ามาถึงขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลับถูกปรับแก้ไขในสาระสำคัญ จนไม่อาจบรรลุเจตนารมณ์ดั้งเดิมได้ เนื่องจากมีการปรับแก้ไขกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ขององค์กรเฉพาะ และมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้แก้ไขกฎหมายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เอง ทั้งนี้ คณะทำงานสภาพัฒนาการเมืองภาคประชาชน ได้สรุปประเด็นที่ขัดรัฐธรรมนูญและมีผลประโยชน์ทับซ้อน ดังต่อไปนี้
- การแต่งตั้งคณะผู้พิจารณาร่างกฎหมายนี้ไม่มีความเหมาะสม และอาจเกี่ยวเนื่องถึงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน คือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย ในขณะเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม เป็นกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ด้วย และเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมืองของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ทั้งนี้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นเลขาธิการคนแรก และเลขาธิการคนปัจจุบันของสถาบันพระปกเกล้า นอกจากนั้นแล้ว ยังมีนางถวิลวดี บุรีกุล เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ โดยในขณะเดียวกันก็เป็นผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา ของ สถาบันพระปกเกล้า อยู่ด้วย
สืบเนื่องจากข้อที่ 1 มีการแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการดังกล่าวในมาตรา 3 ให้คำว่าสำนักงานสภาพัฒนาการเมืองในร่างกฎหมายเดิม หมายความถึง สถาบันพระปกเกล้า และ คำว่า เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเมืองในร่างกฎหมายเดิม หมายถึง เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าแทน การจะให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานดำเนินการสภาพัฒนาการเมืองย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 78(7) ที่กำหนดให้ จัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ อย่างชัดเจน เพราะสถาบันพระปกเกล้าเป็นองค์การมหาชนในกำกับของประธานรัฐสภา จึงไม่มีความเป็นไปได้ใดๆ ที่จะมีความเป็นอิสระ ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองได้อย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนล้วนๆ ชัดเจน ยังไม่ต้องพูดถึงผลประโยชน์จากกองทุนพัฒนาการเมืองต่อไป
มีคำแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในวรรคหนึ่ง ของมาตรา 38 ให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองขึ้นในสถาบันพระปกเกล้า รวมทั้งมาตรา 34 ที่ให้คณะรัฐมนตรีจัดเงินอุดหนุนให้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าห่วงเป็นอย่างยิ่งเมื่อประกอบกับการแปรญัตติตัดมาตรา 35 เกี่ยวกับการจัดทำระบบบัญชีอันถูกต้อง ออกทั้งมาตรา ตัดมาตรา 36 เกี่ยวกับการจัดทำงบดุลและบัญชีรายได้รายจ่ายส่งผู้สอบบัญชี ออกทั้งมาตรา
ตัดวรรคสองของมาตรา 37 ออกทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ที่จะต้องติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงานของสภาพัฒนาการเมืองและของเลขาธิการ รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอประธานสภาเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน การแปรญัตติเช่นนี้เป็นเรื่องที่อาจเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะในมาตรา 42 ได้กำหนดไว้ว่าทรัพย์สินของกองทุนไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และบุคคลใดจะยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับสถาบัน (พระปกเกล้า)ในเรื่องทรัพย์สินของกองทุนมิได้
ดังนั้น ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ย่อมประจักษ์ชัดว่าการแก้ไขกฎหมายสภาพัฒนาการเมืองที่ผลักดันโดยภาคประชาสังคมไทย โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางส่วน เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนของใคร และขัดรัฐธรรมนูญอย่างไรบ้าง ยิ่งไปกว่านั้น ย่อมขัดต่อมโนธรรมจิตสำนึกของ นักกฎหมายมหาชน เป็นอย่างยิ่ง และมันเป็นเช่นนี้มานานแล้ว สำหรับผู้ใช้กฎหมายเพื่อหากินส่วนตนโดยขาดการคำนึงถึงส่วนรวม อันเป็นที่มาของคำว่า เนติบริกร ในสังคมไทย
http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/01/WW121208news.php?newsid=225711
