สมุยใหม่ ใครกำหนด....อาจารย์จากนิด้ามาให้ความเห็นในการอภิปราย น่าสนใจ สนับสนุนให้มีเวทีแบบนี้บ่อยๆๆน่ะ
เอ็นซีที 18 พฤษภาคม 2551 : เวทีสมุยใหม่ไม่คึก มีแต่ชาวบ้าน นักวิชาการ ส่วนว่าที่ผู้สมัคร สท. - นายก ไม่เข้าร่วมวง แซวคงออกหาเสียงเตรียมเลือกตั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะมีเมื่อไหร่ ผู้บรรยายเสนอให้มองพ้นกรอบกฎหมายที่กำหนดรูปแบบท้องถิ่นไว้แค่เทศบาลนคร ระยะยาวสรรหารูปแบบด้วยตัวเองอย่าให้มหาดไทยชี้ขวาหันซ้ายหัน ส่วนปลัดอาวุโสแหวกแนวเสนอให้ลองดูภูเก็ต แยกเป็นเทศบาลเล็กๆอาจจะดีกว่า วันนี้เวลาประมาณ 9.30 น. ที่ห้องประชุมสภาเทศบาลตำบลเกาะสมุย สมาคมสมุยได้จัดบรรยายในหัวข้อ "สมุยใหม่" คิดใหม่ ทำใหม่ ใครเป็นผู้กำหนด ให้สมุยเป็นเมืองท่องเที่ยวสมบูรณ์แบบ โดยมี ผศ.ดร. ปกรณ์ ปริยากร คณะบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ศ.ดร.กฤษ เพิ่มทันจิตต์ และตัวแทนจากสำนักงานอัยการ เป็นผู้บรรยาย มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังประมาณ 40 คน ศ.ดร.กฤษ เพิ่มทันจิตต์ ได้ยกรูปแบบการปกครองรูปแบบพิเศษของพัทยาเป็นตัวอย่าง โดยกล่าวว่าเป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่ได้ต้นแบบจากสหรัฐอเมริกา โดยนายกเมืองจะทำหน้าที่เป็นเพียงประมุขของเมืองเท่านั้น ส่วนอำนาจการบริหารจัดการอยู่ที่ ปลัดเมือง ซึ่งเป็นนักบริหารเมืองมืออาชีพที่ได้จากการว่าจ้าง อย่างไรก็ตามรูปแบบนี้ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องด้วยมี "ปัจจัยแทรกซ้อน" ที่ไม่อาจควบคุม ดังนั้น หากสมุยจะหารูปแบบการปกครองที่เหมาะสมก็ควรให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ ส่วนรูปแบบใดที่เหมาะสมนั้น คงต้องดูที่ปัญหาและเงื่อนไขต่างๆว่า สมุยมีลักษณะอย่างไรและต้องการอะไรบ้าง เช่น ประเด็นเรื่องการจัดเก็บรายได้ หากต้องการเก็บรายได้จากผู้ที่เข้ามาลงทุนในสมุยแต่เสียภาษีที่ส่วนกลาง จะทำอย่างไร รูปแบบเทศบาลเมืองหรือนครทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้จะแก้ข้อจำกัดนี้อย่างไร ผศ.ดร. ปกรณ์ ปริยากร เสนอให้มองพ้นกรอบกฎหมายเรื่องเทศบาลเมืองหรือเทศบาลนคร เพราะขณะนี้พื้นที่ที่ที่ลักษณะใกล้เคียงกับเกาะสมุยเริ่มมีปัญหา เช่น เกาะช้าง ภูเก็ต หรือพัทยา เกาะสมุยมีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลตัวเอง แต่ต้องมีรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมที่จะจัดการเมือง ซึ่งกรอบการบริหารท้องถิ่นเดิมที่จำกัดรูปแบบอยู่ที่เทศบาลนครไม่อาจตอบสนองปัญหาได้ ดังนั้นในระยะยาวจึงควรร่วมกันมองหารูปแบบการปกครองที่เหมะสมกับเกาะสมุย โดยไม่ควรให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำหนด เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนในกระทรวงจะรู้จักและเข้าใจพื้นที่ได้ดีเหมือนคนในท้องถิ่น ภาคประชาสังคมจะเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการนี้ ส่วนปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการยกฐานะ ก็คงปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองหรือเทศบาลนครก็ตาม หลังจากนั้นจึงได้เปิดให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ซักถามแลกเปลี่ยนความเห็น โดยนายโพธิ์ เพชรแก้ว อุปนายกสมาคมสมุยได้ถามว่า จะทำอย่างไรให้ผู้ที่มีวิสัยทัศน์ มีความรู้สามารถเบียดเข้ามาในเวทีการเมืองได้ เพราะกลุ่มเดิมผูกขาดไม่เปิดโอกาสให้คนใหม่เข้าไปได้ โดยปัจจัยที่มีส่วนกำหนดผลเลือกตั้ง คือ เงิน ความเป็นพี่น้อง และการพาไปเที่ยว ต่อคำถามนี้ ผู้บรรยายได้เสนอว่า หากภาคประชาสังคมเข้มแข็ง ช่วยตรวจสอบทัดทาน ก็จะสามารถคานอำนาจกับนักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งได้ ซึ่งความเข้มแข็งนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งสม ในขณะที่ปลัดอาวุโสได้เสนอให้พิจารณาภูเก็ต ซึ่งเป็นเกาะเหมือนสมุย แต่ประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายองค์กร ทำให้สามารถดูแลได้ทั่วถึง เทศบาลแต่ละแห่งดูแลพื้นที่ไม่มาก ก่อให้เกิดการแข่งขันในการทำงาน เทียบกับสมุยซึ่งเป็นเทศบาลเดียวทั้งเกาะ มีพื้นที่ประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร และไม่ได้มีเฉพาะพื้นที่เมือง แต่รวมถึงเกาะแก่งและภูเขา ซึ่งยากแก่การดูแล สำหรับประเด็นี้ ผศ.ดร. ปกรณ์ ปริยากร ให้ความเห็นว่าข้อเสนอของปลัดฯ ชวนให้ตั้งคำถามถึงเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งการแบ่งเป็นหลายเทศบาลทำให้ดูแลพื้นที่ได้ดีกว่า ใกล้ชิดปัญหามากกว่า แต่อย่างไรก็ตามต้องอย่าลืมว่าสมุยและภูเก็ตมีพัฒนาการไม่เหมือนกัน สำหรับสมุยการแยกเป็นเทศบาลย่อยๆ อาจก่อให้เกิดความแตกแยกได้ ในขณะที่ข้อจำกัดของรูปแบบการปกครองท้องถิ่นในแต่ละแบบก็มีอยู่ แต่อาจไม่ได้มีการพูดถึง
กระบวนการสร้างสรรค์ทางปัญญา เพื่อให้พลเมืองผู้มีจิตอาสา ได้ร่วมกำหนดทิศทางพัฒนา เมืองร้อยเกาะสู่เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว