ทั่วไป
"พร"ของพ่อ พรปีใหม่ที่ดีที่สุด
"ตีความตัดสินพรรคให้ถูกไม่อย่างนั้นบ้านเมืองพัง" "ผู้พิพากษาศาลอะไรก็ตามต้องตีความให้ถูก ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองพัง...เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถ ต้องแสดงว่าท่านมีความสามารถที่จะตัดสินใจ และตัดสินใจแทนตุลาการทั้งหลาย ทั้งศาลปกครอง ศาลสูงสุดบ้าง ไม่สูงสุดบ้าง ให้ตัดสินใจอะไร พูดอะไรให้มีความคิดที่ดี สามารถที่จะแก้ปัญหาต่างๆ การนี้ท่านต้องรักษาความซื่อสัตย์ ให้ทุกคน ส่วนคนที่ไม่มีความรู้ รู้ไม่ทันกฎหมาย แม้แต่คนที่ไม่มีตำแหน่งอะไรเลย แต่คนทุกคนต้องสามารถที่จะคิดเพราะว่าคนหวงแหนบ้านเมืองไม่อยากให้ล่มจม"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คณะตุลาการศาลปกครองที่เข้าเฝ้าฯในโอกาสทูลเกล้าฯถวายเสื้อครุยตุลาการศาลปกครองเพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณ เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี วันที่ 24 พฤษภาคม 2550
"คนไทยทำโง่ตามต่างประเทศไม่รู้ว่าชาติเจริญมานานแล้ว"
"ท่านทูตคงกลุ้มใจที่คนที่ไปอยู่ต่างประเทศไม่กี่วัน ลืม ไม่นาน กลับมาพูดภาษาไทยไม่ได้ เพราะว่านึกว่าไปต่างประเทศนั้นต้องไปเรียนรู้ความไม่เป็นไทย...แต่ต้องเข้าใจคนที่ไม่ได้ไปต่างประเทศ แต่ก็ได้มีโอกาสไปต่างประเทศ เขามีปมด้อย คนไทยนั้นส่วนใหญ่ไม่มีปมด้อย คนไทยมีความภูมิใจที่ได้เป็นคนไทย เพราะว่าอยู่เมืองไทย เป็นคนไทย เขาได้สามารถศึกษาว่าเมืองไทย คนไทย มีความดี แต่ผู้ที่ไปต่างประเทศนึกว่าเราก็พูดอย่างเดียวกับผู้ที่ไปเมืองฝรั่ง แต่ว่าพวกที่ไปฝรั่งเพราะเห่อว่าฝรั่งเขาเจริญ ฝรั่งเขาเจริญเพราะว่าบ้านเมืองของเขามีความก้าวหน้าหลายอย่าง คนไทยก็เลยมีปมด้อย"
ท่านที่เป็นข้าราชการกระทรวงต่างประเทศพึงทำหน้าที่อธิบายว่า คนไทยเป็นอย่างไร เพราะถ้าไม่มีใครอธิบายความเป็นอยู่ของประเทศไทยได้ ชาวต่างประเทศมักเข้าใจผิดและตั้งใจเข้าใจผิด เพราะไม่เข้าใจที่จริงเข้าใจ ชาวต่างประเทศไม่ได้โง่ แต่ทำโง่ เท่ากับว่าคนไทยทำโง่ไปตามเขา เมืองไทยก็แย่ เท่ากับว่าเมืองไทยทำโง่ตามความเป็นอยู่ต่างประเทศ เรียกว่าแย่ ชาวต่างประเทศย่อมทำให้คนไทยโง่ จะได้เอาเปรียบได้"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คณะเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ที่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550
"หากคนไทยขาดความสามัคคีก็อาจประสบเคราะห์กรรม" "ขอให้ทหารทุกคนและชาวไทยทุกคนทุกหมู่ ทุกเหล่าได้พิจารณาตัดสินใจว่าประเทศชาติของเรานั้นสำคัญ ควรที่เราจะรักษาไว้ให้ยั่งยืนต่อไปหรือไม่ ถ้าเห็นว่าสำคัญ มั่นใจ ก็ขอให้สังวร ระวังกาย ใจ ให้ตั้งมั่นอยู่ในความสัตย์สุจริต พยายามลดอคติ และสร้างเสริมความเมตตา สามัคคีในกันและกัน ไม่ว่าจะทำการสิ่งใดให้ยึดเอาความมั่นคงปลอดภัยของชาติเป็นที่หมายสูงสุด"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เนื่องในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณและสวนสนามของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2550
"ถ้าไม่สามัคคีกัน ไม่ปรองดองกัน ประเทศชาติล้ม" "ทหารก็ตาม พลเรือนก็ตาม ต้องสามัคคีเหมือนขาของเรา ที่จะต้องเดินสามัคคีกัน หมายความว่า และก้าวไปข้างหน้า แล้วก็อีกข้างหนึ่งก็ยันข้างหลัง และเมื่อยันข้างหลังเล็กน้อยแล้วก็ก้าวไปข้างหน้าอีกข้าง อันนี้ก็สามารถเดินได้และไม่หกล้ม ซึ่งถ้าไม่สามัคคีก็บอกแล้วว่าประเทศจะประสบความหายนะ ไม่ได้ใช้คำว่า หายนะ แต่คล้ายๆ กันว่า ถ้าไม่สามัคคีกัน ไม่ปรองดองกัน ประเทศชาติล้ม ถ้าล้มก็ผลของการล้มนั้นมันมีหลายอย่าง ถ้าทางกายก็ร่างกายกระดูกหัก และต้องเข้ารักษาบางทีรักษานานๆ ไม่มีสิ้นสุด
พูดถึงบริหาร ข้างหน้านี้ก็มีรัฐบาล รัฐบาลคือการบริหาร แต่ว่าการบริหารนี้มีทุกอย่างบริหารโครงการ บริหารกิจการต่างๆ ฉะนั้นถ้าไม่บริหารก็ล่มจม แต่คนที่ไม่เป็นฝ่ายบริหารมีแต่ตำหนิติเตียนว่าไม่ทำ ที่จริงฝ่ายบริหารเขาก็ทำคนที่ติเตียนนั้นก็เป็นคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ตรงข้ามมีแต่ทำลาย"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ณ ศาลาดุสิตดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550
"ถ้าทุกคนอยู่ในความสามัคคี ประโยชน์ก็จะบังเกิด" "บ้านเมืองจะมีความมั่นคงเป็นปกติสุขอยู่ได้ก็ด้วยนานาสถาบันอันเป็นหลักของประเทศ และคนไทยทุกหมู่เหล่ามีความสมัครสมานปรองดองกันดี และรู้จักปฏิบัติหน้าที่ให้ประสานส่งเสริมกัน ความพร้อมเพรียงของทุกฝ่าย ทุกคน ที่มีความสำนึกแน่ชัดในหน้าที่ความรับผิดชอบ และตั้งใจปฏิบัติตนปฏิบัติงานให้ดี ให้ประสานสอดคล้องกันนี้ จัดเป็นความสามัคคีอย่างหนึ่ง คือ ความสามัคคีในชาติ ถ้าทุกคนในชาติจะได้ตั้งตนตั้งใจให้อยู่ในความสามัคคีดังกล่าว ประโยชน์และความสุขก็จะบังเกิดขึ้นพร้อมทั้งแก่ส่วนตัวและส่วนรวม ประเทศชาติของเราก็จะสามารถรักษาความเป็นปกติมั่นคงพร้อมทั้งพัฒนาให้รุดหน้าไปได้ ดังปรารถนา"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯออกมหาสมาคม รับการถวายพระพรชัยมงคล ณ มุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง โดยทรงมีพระราชดำรัสตอบพระบรมวงศานุวงศ์ คณะรัฐมนตรี เหล่าข้าราชบริพาร ข้าราชการ และประชาชนที่ร่วมถวายพระพรชัย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550
"หากนานาประเทศเคารพกัน ทั่วโลกจะอยู่กันผาสุก" "ประเทศไทยมีนโยบายอันแน่นอนเสมอมาที่จะจรรโลงรักษาสัมพันธไมตรีอันดี และให้มีความร่วมมือกับประเทศทั้งปวงที่เป็นมิตร โดยถือว่ามิตรประเทศของเรา ต่างมีแผ่นดิน ประชากรและต้องการความเจริญผาสุกเช่นเดียวกันกับเรา ฉะนั้นเราจึงเชื่อมั่นว่าหากนานาประเทศมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ร่วมมือกันด้วยความสุจริตใจ และด้วยความเคารพยกย่องกัน โดยเสมอหน้า ประชากรทั่วโลกจะมีแต่ความเจริญมั่นคงและอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก สงบอันถาวรยิ่งขึ้น"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คณะทูตานุทูต ผู้แทนฝ่ายกงสุลต่างประเทศ และคณะผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2550
"ถ้าเราไม่หลงใหลในอคติ ไม่ยากที่จะทำดี" "บ้านเมืองจะต้องมีความยุติธรรม หมายความว่า คนจะปฏิบัติตัวตามใจชอบไม่ได้ ต้องทำตามกฎเกณฑ์ หรือว่าของกฎหมายก็ได้ หรือต้องเป็นตามความดี กฎเกณฑ์ของความดีและความดีนั้นก็คือทำอะไรที่ตรงไปตรงมาที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน ต่อประชาชน โดยเฉพาะทุกคนที่มีสิทธิที่จะมีชีวิตที่ต้องมีกฎเกณฑ์ ต้องมีขื่อมีแป ถ้าไม่มีขื่อไม่มีแปแล้วประเทศชาติก็ล่มจม อันนี้สำคัญที่ต้องมีผู้พิพากษาที่ต้องมีความเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของผู้พิพาษาไม่ใช่ง่าย เพราะว่ามีคนที่ไม่ค่อยดี คือ หมายความว่าไม่ค่อยสุจริต ก็หาทางที่จะหลบเลี่ยงกฎหมาย หลบเลี่ยงกฎเกณฑ์ หลบเลี่ยงความดีเพื่อความดีของตัว ฉะนั้นท่านต้องรักษาความเข้มแข็งของคำปฏิญาณนี้
ความดีนั้นเป็นสิ่งที่ง่าย แต่ว่าทำไมมันยาก เพราะมีอคติ หมายความว่า คนเราอยากที่จะทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนตัวมาก แต่ท่านได้ปฏิญาณว่าท่านจะไม่หลงในอคติ ซึ่งเป็นของดีมาก ถ้าไม่หลงในอคติก็ทำไม่ยาก ฉะนั้นถ้าท่านรักษาสิ่งที่ท่านได้เปล่งวาจานี้ก็จะทำได้ง่าย เพราะถ้าเราไม่หลงใหลในอคติไม่ยากที่จะทำดี ถ้าทำดีแล้วทุกคนก็ได้รับประโยชน์ ในการรักษาความดีบางอย่างอาจจะไม่ง่าย เพราะว่ามีคนที่ไม่ใช่ หลงในอคติ เขาพยายามที่จะหลอกลวงตลอดเวลา ท่านต้องเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของผู้พิพากษาจะต้องรักษาไว้ตลอดชีวิต"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คณะผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2550
"ความยุติธรรมของตุลาการเป็นอาวุธอีกอย่าง" "ท่านเป็นทหารก็จะต้องรักษาความดีอยู่เป็นธรรมดา และยิ่งเป็นตุลาการก็ยิ่งสำคัญเพราะว่าทหารถือว่ามีอาวุธ แต่ความยุติธรรมของตุลาการก็เท่ากับเป็นอาวุธอีกอย่าง ถ้าท่านรักษาความดีของตุลาการก็จะไม่ต้องใช้อาวุธที่ประหัตประหาร ฉะนั้นท่านได้ปฏิบัติปฏิญาณตนก็เป็นสิ่งดี เพราะว่าเป็นการยืนยันว่าท่านมีหน้าที่และหน้าที่ท่านจะสำคัญมากสำหรับประเทศชาติ จะทำให้ประเทศชาติมีความสุข สงบตลอดเวลา"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ตุลาการศาลทหารสูงสุด ตุลาการศาลทหารกลาง ตุลาการศาลทหารกรุงเทพ ซึ่งเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2550
"ถ้าทำตัวให้เข้มแข็ง บ้านเมืองมีความสุข" "หน้าที่ของท่านสำคัญ และอย่างที่ได้ปฏิญาณ ถ้าไม่ได้ทำตามจะมีอันเป็นไป แม้ไม่ได้พูดก็จะมี แต่ถ้าทำดีอย่างที่ได้ปฏิญาณก็เชื่อว่าท่านจะประสบความรุ่งเรือง ความเจริญ เพราะว่าคำที่พูดมีความศักดิ์สิทธิ์ เทวาอารักษ์ก็ได้ฟังได้ยิน ซึ่งถ้าเทวาอารักษ์ได้ยินแล้ว ท่านก็จะต้องป้องกันท่านตราบใดที่ท่านทำดีตามคำปฏิญาณทำดีแล้วเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ทำให้มีกำลังเพื่อช่วยให้ประเทศชาติอยู่เย็นเป็นสุข ท่านเป็นทหารไม่ได้หมายความว่า ท่านจะต้องประหัตประหาร ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ว่าท่านจะต้องทำตัวให้เข้มแข็ง ให้ศักดิ์สิทธิ์ และถ้าทำด้วยความเข้มแข็งท่านก็จะปลอดภัยและทำให้บ้านเมืองปลอดภัย ทำให้บ้านเมืองมีความสุข
"ท่านก็ทราบดีว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยปรองดองกัน แต่ว่าท่านเปล่งอย่างนี้ทำให้ทุกคนไม่เฉพาะนายพล ทุกคนทุกฝ่าย ทั้งทหาร พลเรือน มีความเข้มแข็ง และถ้าทุกคนในประเทศมีความเข้มแข็งและซื่อสัตย์สุจริต ประเทศชาติจะอยู่เย็นเป็นสุข อยู่ได้ไม่ล่มจม ซึ่งบ้านเมืองในระยะนี้ดูท่าทางไม่ค่อยเรียบร้อยนัก แต่ว่าท่านจะสามารถทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย เข้มแข็ง"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่นายทหารชั้นนายพล และนายตำรวจชั้นนายพลที่ได้รับพระราชทานยศสูงขึ้น ประจำปี 2549-2550 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550
"อย่ายอมให้ผู้ใดแบ่งพวก แบ่งฝ่ายคนในชาติ" "การจรรโลงประเทศนั้นเป็นงานส่วนรวม ไม่อยู่ในวิสัยทัศน์ที่ทุกบุคคลจะกระทำให้สำเร็จได้โดยลำพังตนเอง บุคคลจะทำการนี้ได้ก็โดยปลูกฝังและเสริมสร้างความร่วมมือในชาติให้เกิดทวีขึ้นทุกคน ทุกฝ่าย ทั้งทหารและพลเรือนจึงต้องรักษาความสามัคคีในชาติ รักษาความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติไว้ทุกเมื่อ อย่ายอมให้ผู้ใด สิ่งใด มาแบ่งพวก แบ่งฝ่ายคนชาติไทยเป็นอันขาด ชาติของเราจึงจะตั้งมั่นอยู่โดยอิสระเสรี มีความผาสุกสงบและเจริญมั่นคงตลอดไป"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ และโรงเรียนนายเรืออากาศ ณ ศาลาดุสิตดาลัย เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2550
"โอนอ่อนผ่อนปรนเข้าหากัน อย่าก่อปัญหาและก่อเงื่อนไข"
"ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2551 แล้ว ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน และขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก ในน้ำใจไมตรีที่ทุกคน ทุกฝ่าย แสดงให้เห็นทั้งในคราวที่เจ็บป่วย และในการจัดงานวันเกิดครบ 80 ปี รวมทั้งได้แสดงความวิตกห่วงใยอย่างจริงใจ ในการเจ็บป่วยของพี่สาวข้าพเจ้า
สถานการณ์ของบ้านเมืองเราแต่ปีก่อน และต่อเนื่องมาถึงปีที่แล้ว เป็นอย่างไร ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แก่ใจ แต่อย่างไรก็ตาม เราได้มีรัฐธรรมนูญและได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว นับว่าประเทศชาติของเรา ได้ผ่านหัวเลี้ยวสำคัญอีกขั้นหนึ่งจึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันประคับประคองกิจการของบ้านเมืองให้ดำเนินไปด้วยดี ให้มีความเป็นปึกแผ่นและร่มเย็นเป็นปกติสุข ทางที่เราจะช่วยกันได้ก็คือการทำความคิดให้ถูกตรงและแน่วแน่ ในอันที่จะยึดถือชาติบ้านเมืองเป็นที่หมาย แต่ละคนแต่ละฝ่ายจะต้องเพลาการคิดถึงประโยชน์เฉพาะตัว พยายามโอนอ่อนผ่อนปรนเข้าหากัน ด้วยไมตรีจิตและความเมตตา กรุณา อย่าก่อปัญหาและก่อเงื่อนไข อันเป็นเหตุให้เกิดความไม่สงบและความแตกแยก ผู้ใดมีภาระหน้าที่อันใด ก็เร่งกระทำให้สำเร็จลุล่วงไป ให้ทันกาลทันเวลา ผลงานทุกคนทุกฝ่าย จักได้ประกอบส่งเสริมกัน ให้ประเทศ ชาติอันเป็นที่อยู่ที่อาศัยของเรา ดำรงมั่นคงอยู่ด้วยความผาสุกร่มเย็นตลอดไป
ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวไทยเคารพบูชา จงคุ้มครองรักษาให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขสบาย สุขใจและประสบแต่สิ่งที่พึงประสงค์ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรปีใหม่แก่ปวงชนชาวไทย เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2551 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550
ต้นธรรม