ทั่วไป
คลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลง
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : "ลันตาคืออะไร" ถ้าตอบด้วยข้อมูลจากหน่วยงานการปกครองคงอธิบายว่า 'ลันตา' เป็นชื่อเรียกหมู่เกาะน้อยใหญ่ 53 เกาะในทะเลอันดามัน แบ่งเขตการปกครองออกเป็นตำบลต่างๆ ในอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ในจำนวนนี้มีเพียง 9 เกาะที่มีผู้อยู่อาศัย คือ เกาะลันตาใหญ่ เกาะลันตาน้อย เกาะกลาง เกาะปอ เกาะกำ เกาะนุ้ย เกาะไหง เกาะรอก และเกาะบูบู
ถ้าโยนคำถามเดียวกันนี้ให้กับเชื้อสายชาวเลที่รู้จักกันในนาม อูรักลาโว้ย คนทะเลซึ่งเป็นชนกลุ่มแรกที่ส่วนใหญ่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่เกาะลันตาตั้งแต่เมื่อราว 500 ปีก่อน พวกเขาคงตอบว่า ลันตาเป็นชื่อที่มาทีหลัง ชื่อดั้งเดิมคือ ปูเลาตอข้า ซึ่งหมายถึง เกาะที่มีหาดทรายทอดตัวเป็นแนวยาว
คำถามเดียวกันถ้าส่งต่อให้ถามชาวมลายูหรือชาวมุสลิม อีกกลุ่มชนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาตั้งรกรากบนเกาะลันตาในเวลาต่อมา พวกเขาเรียกเกาะนี้ว่า ลันต๊าส หรือ ลันตัส ซึ่งมาจากคำในภาษาชวา หมายถึง 'แผงหรือร้านสำหรับตากหรือย่างปลา'
และถ้าส่งคำถามเดียวกันให้กับคนเชื้อสายชาวจีนที่แล่นเรือเข้ามาค้าขายแล้วแวะพักที่เกาะนี้ก่อนจะลงหลักตั้งถิ่นฐานบนเกาะสืบมา พวกเขาอาจตอบว่าเป็นคำที่กลายมาจากคำ ลุนตั๊ดซู ที่เคยใช้เรียกเกาะแห่งนี้ มีความหมายว่า เกาะที่มีภูเขาเป็นแนวยาวมองเห็นได้แต่ไกล
ยังมีข้อมูลอีกสายที่ระบุว่า ชื่อเกาะลันตานั้นเพี้ยนเสียงมาจาก ลานตา ซึ่งมีที่มาจากการที่เมื่อมองจากทะเลเข้ามาที่เกาะจะเห็นชายหาดบนเกาะดูลานตาเต็มไปหมด บ้างก็ว่าเพราะบนเกาะมีชุมชนชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมเข้ามาอาศัยอยู่มากมายจนดูลานตา
คำเรียกขานในอดีตของเกาะลันตา สะท้อนภาพการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนเกื้อกูลของชาวเกาะที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากว่า 200 ปี ชุมชนชาวเกาะลันตาประกอบขึ้นจากทั้งชาวอูรักลาโว้ยที่นับถือบรรพบุรุษและบูชาความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ ทั้งชาวเกาะที่เป็นชาวไทยมุสลิม และยังมีชาวเกาะลันตาที่มีเชื้อสายจีน ซึ่งต่างยึดมั่นในหลักศาสนา ความเชื่อ วิถีปฏิบัติ และสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของตนได้อย่างเสรีโดยที่ความแตกต่างไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกัน
คลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลง
เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิโถมกระหน่ำฝั่งทะเลอันดามันเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน เกาะลันตาก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้การรวมตัวของชุมชนเกาะลันตามีความเข้มข้นเข้มแข็งมากขึ้นไปด้วย
"แม้ว่าความช่วยเหลือและการบริจาคจากภายนอกจะหลั่งไหลเข้ามา แต่ตอนนั้นชาวเกาะลันตาก็ได้เกิดความตระหนักแล้วว่าไม่ควรเป็นฝ่ายรอความช่วยเหลือจากภายนอกอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีการรวมตัวกันเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างจากการฟื้นฟูการหาอยู่หากิน ซ่อมเรือ สร้างบ้าน จัดตั้งกลุ่มอาชีพ รวมไปถึงวางแผนระยะยาวเกี่ยวกับการดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน มีการรวมตัวของชาวบ้านและองค์กรสนับสนุนต่างๆ ในนามเครือข่ายชุมชนฟื้นฟูเกาะลันตา และจัดตั้งโครงการฟื้นฟูวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนและการจัดการระบบนิเวศที่ยั่งยืนของเกาะลันตา" ธีรวัฒน์ ตันติวิรมานนท์ ที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าว
เขาเล่าต่อไปว่า กระบวนการกำหนดแนวทางการฟื้นฟูเกาะลันตา ซึ่งขับเคลื่อนผ่านการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานที่มาจากตัวแทนชุมชน ทำให้เกิดแนวคิดในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเกาะลันตา ชุมชนเห็นตรงกันว่าจะดำเนินกระบวนการพัฒนาชุมชนโดยยึดหลักง่ายๆ คือ สร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน ผลิตเอง กินเอง ใช้เอง เกิดการรวมกลุ่มอาชีพ รวมถึงการรวมตัวเพื่อดูแลการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการสืบสานวัฒนธรรม โดยให้ชุมชนท้องถิ่นเกาะลันตาเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน จากวันนั้นจนถึงวันนี้เมื่อเวลาผ่านไปเกือบสามปี อาจกล่าวได้ว่าชุมชนบนเกาะลันตาได้ฟื้นตัวกลับคืนมาเข้มแข็งดังเดิม ด้วยความร่วมมือกันของชุมชนเก่าแก่ที่ประกอบด้วยชาวไทยมุสลิม ชาวไทยเชื้อสายจีน และกลุ่มชนชาวเล หรือ 'อูรักลาโว้ย'
แต่แล้วปรากฏการณ์ใหม่ที่รุกเข้ามาสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตที่เรียบง่ายพอเพียงของพวกเขาจนตั้งรับแทบไม่ทัน นั่นคือ 'ธุรกิจการท่องเที่ยว' ซึ่งเป็นเหมือนคลื่นยักษ์ลูกใหม่ที่กำลังถาโถมเข้ามาที่เกาะลันตา
กระแสข่าวนโยบายการพัฒนาเกาะลันตาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับหรูแห่งใหม่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนหน้าเหตุการณ์สึนามิ จนกระทั่งหลังสึนามิความเป็นเกาะลันตาที่ทรงคุณค่าสำหรับธุรกิจการท่องเที่ยวทั้งทัศนียภาพที่สวยงามและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทำให้เกาะลันตาถูกมองในฐานะ 'ไข่มุกเม็ดสุดท้ายแห่งอันดามัน' ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งรายใหญ่และรายย่อย ทั้งกลุ่มคนบนเกาะลันตาเองและนักลงทุนจากภายนอก ไปจนถึงนักลงทุนข้ามชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวบนเกาะลันตาอย่างไม่ขาดสาย โรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร และธุรกิจการท่องเที่ยวทุกรูปแบบเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เลิศศักดิ์ กุลวิจิตรรังสี หรือ โกจ๋าย กรรมการชุมชนบ้านยาว เกาะลันตา เล่าว่า ประวัติเกาะลันตาแบ่งเป็น 3 ช่วง โดยก่อนหน้า พ.ศ.2500 เรียกได้ว่าเป็นชุมชนที่อยู่กันแบบชนบท การติดต่อค้าขายกับภายนอกถ้าจะมีก็จะเป็นการค้าขายทางเรือกับมาเลย์ สิงคโปร์ ปีนัง ส่วนยุคหลัง พ.ศ.2500 จนถึง พ.ศ.2530 เรียกได้ว่าเป็นยุคกลาง เริ่มมีการพัฒนาการคมนาคมระหว่างเกาะลันตากับแผ่นดินใหญ่ มีการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าภายในประเทศ
กระทั่งยุคปัจจุบัน การมองเกาะลันตาในฐานะพื้นที่ที่ควรจะได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเริ่มชัดเจนมากขึ้น จากการที่จังหวัดกระบี่ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเอกชนจัดทำแผนพัฒนาเกาะลันตา ซึ่งได้ข้อสรุปว่าเกาะลันตามีความเหมาะสมเป็นพื้นที่รองรับ 'การท่องเที่ยวระดับสูง' เท่านั้น สิ่งที่ตามมาคือการกำหนดแผนการพัฒนาเกาะลันตาในด้านต่างๆ เพื่อรองรับธุรกิจการท่องเที่ยวที่เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีความสามารถในการใช้จ่ายสูง หรือกลุ่มนักท่องเที่ยว 'ไฮเอนด์' ขณะที่ความต้องการที่แท้จริงของชาวเกาะลันตา โดยเฉพาะแผนระยะยาวในการส่งเสริมอาชีพและการดำรงอัตลักษณ์ของชุมชนดั้งเดิมกลับไม่มีการพูดถึง
"สิ่งที่เกิดขึ้นบนเกาะลันตาบางอย่างมองว่าเป็นการพัฒนาก็จริง แต่ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาไปด้วย อย่างด้านการคมนาคมระหว่างเกาะลันตากับแผ่นดินใหญ่ที่มีการนำแพขนานยนต์เข้ามาบริการโดยให้สัมปทานระยะยาว แต่พอรถยนต์เข้ามาที่เกาะมากขึ้น ทำให้ต้องรอคิวลงแพนาน 2-5 ชั่วโมง ขณะที่สิ่งที่ชุมชนต้องการคือโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตาใหญ่กลับไม่อยู่ในแผนพัฒนา"
โกจ๋ายยังได้ยกปัญหาการใช้น้ำบนเกาะลันตาที่เกิดขึ้นภายหลังกระแสการท่องเที่ยว เมื่อผู้ประกอบการต่างถิ่นเข้ามาเปิดกิจการต่างๆ ทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ยังไม่มีการศึกษาถึงแหล่งต้นน้ำที่แท้จริงของเกาะลันตาว่ามาจากไหน อีกทั้งยังไม่มีการควบคุมการใช้น้ำบาดาลของภาคธุรกิจอย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหากับระบบน้ำใต้ดินและคุณภาพดินบนเกาะลันตาในอนาคต รวมถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาการกำจัดขยะ มลภาวะทางน้ำ และท้ายที่สุดส่งผลกระทบต่ออาชีพประมงซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้าน
"ธุรกิจต่างๆ เข้ามาใช้ทรัพยากรบนเกาะลันตา แต่การจัดสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พอที่จะรับปริมาณธุรกิจเหล่านี้ ไม่มีการเตรียมการอำนวยความสะดวกให้คนมาลงทุน ระบบน้ำประปาก็ยังไม่ชัดเจน ไม่มีการศึกษาปริมาณน้ำบนเกาะลันตาว่ามีเท่าไรกันแน่ต่อปี การกำจัดสิ่งปฏิกูลก็ไม่มีแผน ที่สำคัญการปรับเข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทำให้วิถีชีวิตชุมชนเปลี่ยนไป คนท้องถิ่นที่เข้าไปทำงานในธุรกิจท่องเที่ยวจริงๆ แล้วเงินเดือนก็ไม่มาก ไม่สมดุลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนวิถีชีวิต"
เมื่อผืนดินที่อาศัยของชุมชนดั้งเดิมกลายสถานะเป็นขุมทองทางการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ผืนดินที่มีอยู่ไม่มากบนเกาะลันตาถูกหมายตาจากนักลงทุนเพื่อเก็งกำไร ที่ผ่านมามีการเข้าจับจองจากนักธุรกิจตั้งแต่ระดับจังหวัดไปจนถึงธุรกิจข้ามชาติ รวมถึงนักการเมืองท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ
ความพร้อมในการรองรับธุรกิจท่องเที่ยวและเป้าหมายในการดึงนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก ทำให้โครงการประเภท ของเล่นคนรวย ถูกกำหนดไว้ในแผนการพัฒนาเกาะลันตา เช่น โครงการสร้างท่าเรือสำราญหรือเรือหรูส่วนบุคคล ไปจนถึงโครงการสร้างสนามบินทะเลเพื่อรับนักท่องเที่ยวตรงจากสนามบินกระบี่สู่เกาะลันตา ทั้งโครงการที่มีการเปิดเผยในแผนการพัฒนาของบริษัทที่ปรึกษาและโครงการที่ถูกปฏิเสธการมีอยู่ เป็นต้น
เมื่อผืนดินเพิ่มมูลค่า สิทธิในการถือครองที่ดินจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงความพยายามในการเข้าครอบครองที่ดินบนเกาะลันตาจากคนนอก ทั้งที่เป็นไปโดยถูกต้องเปิดเผยจนถึงวิธีการที่อธิบายด้วยกระบวนการปกติไม่ได้
"ชาวบ้านบางครอบครัวอยู่บนเกาะมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษแต่ไม่มีโฉนดที่ดิน ถ้าอยากจะมีโฉนดก็ต้องยอมเสียนิดหน่อย ที่ดินมี 10 ไร่อาจจะโดนขอแบ่งไปสัก 2 ไร่ แต่บางทีคนนอกมาสร้างรีสอร์ทติดชายหาดไม่ต้องมีโฉนดก็สร้างได้ บางรีสอร์ทสร้างทับที่อุทยานแห่งชาติก็ยังสร้างได้" ชาวเกาะลันตารายหนึ่งให้ข้อมูล
การรุกรานที่ดินบนเกาะลันตาไม่ได้สร้างปัญหาเฉพาะกับคนเป็น แม้แต่ที่ดินที่ถูกจัดเป็นสุสานของชาวมุสลิมซึ่งมีอยู่จำกัดประสบปัญหาถูกรุกล้ำจากรีสอร์ทหรู เป็นปัญหาที่ยังไม่มีใครบอกได้ว่าทางออกจะเป็นอย่างไร
"การเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินเกิดขึ้นเร็วมาก และคนพื้นถิ่นก็มักจะเสียเปรียบเรื่องการศึกษาและอำนาจต่อรอง แม้แต่ที่ดินที่เป็นสุสานซึ่งก็มีปัญหาที่ดินมีจำกัดอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีคนพยายามรุกล้ำเข้าไปอีก" ประชีพ หมัดนุ้ย ชาวชุมชนมุสลิมเกาะปอ เล่าให้ฟัง
พรุ่งนี้ที่ลันตา
ปัญหาประดามีที่ตามติดมากับ การพัฒนา ยังคงต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไขผ่านกระบวนการเจรจา ต่อรองเพื่อให้ชุมชนได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรและกำหนดนโยบายพัฒนาท้องถิ่น
ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ย่อมจะต้องเกิดขึ้นภายหลังการพัฒนาการท่องเที่ยวนั้น อาจจะเรียกได้ว่าได้รับการฉีดวัคซีนไว้แล้วล่วงหน้า ด้วยความพยายามในการฟื้นฟูอัตลักษณ์ของ คนเกาะลันตา ที่หลากหลายด้วยชาติพันธุ์และศาสนาทว่ากลมกลืนด้วยประเพณีและวิถีชีวิตกำลังเกิดขึ้นในหลากหลายรูปแบบ ในนามของเครือข่ายชุมชนฟื้นฟูเกาะลันตา ร่วมกับโครงการฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิมและการจัดการระบบนิเวศที่ยั่งยืนของเกาะลันตา โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) มูลนิธิชุมชนไท องค์การแอคชั่น เอด ประเทศไทย เทศบาลตำบลเกาะลันตาใหญ่ เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ 6 จังหวัด และเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง
ความต้องการในการรักษาประเพณีที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของชาวเกาะลันตา สื่อสะท้อนผ่านกิจกรรมงาน 'เปิดเล เขเรือ' ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคม ที่ผ่านมา เป็นกิจกรรมประเพณีที่แสดงออกถึงความรักเคารพที่คนมีต่อท้องทะเล โดย 'เรือหัวโทง' เครื่องมือทำมาหากินตามวิถีประมงของชาวเกาะลันตากว่า 300 ลำที่ถือท้ายโดยชาวเกาะลันตา หรือ 'เกลอเล' ทำการต้อนรับผู้มาเยือน หรือ 'เกลอดอน' ลงเรือ ก่อนที่ขบวนเรือทั้งหมดจะแล่นผ่านอ่าวเจ๊ะหลี เกาะนุ้ยนอก เกาะนุ้ยใน เกาะหัวล้าน อ่าวลันตา เข้าคลองลัดบ่อแหน ผ่านคลองทุ่งหยีเพ็ง อ่าวชาวเล ก่อนหันหัวเรือบ่ายหน้าทางซ้ายไปทางศาลเจ้าโต๊ะบาหลิว ผ่านชุมชนศาลาด่าน ผ่านแหลมมาลาตีเพื่ออ้อมสู่ชายฝั่งตะวันตก เลียบผ่านชายหาดคลองดาว พาดพระแอะ หาดคลองโขง ก่อนเดินทางกลับเข้าฝั่งที่จุดเริ่มต้นท่าเรือศรีรายา เพื่อแสดงออกถึงความเคารพที่ชาวเกาะลันตามีต่อท้องทะเล
'รองเง็ง' การละเล่นอย่างหนึ่งของชาวไทยภาคใต้ ที่ได้รับแบบอย่างมาจากชวาและมลายู มีผู้สันนิษฐานว่า การเต้นรองเง็งนั้นน่าจะเป็นแบบอย่างของชาวโปรตุเกสหรือชาวฮอลันดาซึ่งเคยมีอิทธิพลเหนือประเทศอินโดนีเซียหรือชวา ก่อนที่จะได้รับความนิยมฝึกหัดการเต้นรำรองเง็งและแพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็วจนเข้ามาสู่ประเทศไทย รองเง็งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอีกชิ้นหนึ่งที่กำลังได้รับการรักษาไว้ที่เกาะลันตา ในรูปแบบของการจัดตั้ง 'ศาลารองเง็ง' ที่บ้านสังหาอู้ เพื่อเป็นพื้นที่สืบสานถ่ายทอดศิลปะการแสดงรองเง็งให้คงอยู่ต่อไป รวมทั้งพัฒนาต่อเป็นโรงเรียนสอนภาษาชาวเลอูรักลาโว้ย
พร้อมๆ กับการก่อตั้ง 'คณะรองเง็งสาวเกินร้อย' ซึ่งได้ชื่อตามน้ำหนักตัวของนักแสดงในคณะ ทำหน้าที่เป็นหน่วยปฏิบัติการเผยแพร่การแสดง 'รองเง็ง' ให้แพร่หลาย
นอกจากนี้ยังมีการก่อตั้ง 'พิพิธภัณฑ์ชุมชนชาวเกาะลันตา' โดยใช้อาคารที่ว่าการอำเภอหลังเก่าที่ตลาดเก่าบ้านศรีรายาเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อทำหน้าที่บอกเล่าประวัติศาสตร์การบุกเบิกชุมชนชาวเกาะ รวมถึงนำเสนอความสัมพันธ์ท่ามกลางความหลากหลายทางชาติพันธุ์บนเกาะลันตาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงโครงการ 'ฟื้นฟูตลาดเก่าศรีรายา' ชุมชนชาวจีนที่ประสบปัญหาคนวัยเรียนและวัยทำงานออกจากพื้นที่ เพื่อให้ตลาดเก่าแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเมื่อครั้งอดีต
ไม่ว่ากระแสคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลพวงจากพายุลูกใหญ่ที่ชื่อ 'การท่องเที่ยว' จะรุนแรงแค่ไหน อย่างน้อยยังพออุ่นใจได้ว่าแนวรับด้านวัฒนธรรมของชาวเกาะลันตาพร้อมแล้วที่จะรักษาและส่งต่อสิ่งดีงามที่ได้รับจากคนรุ่นก่อนหน้าสู่ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไป
จาก http://www.bangkokbiznews.com/ 11 ธันวาคม 2550
