ทั่วไป
ความจริงที่ต้องกล้าพูด:ภาษีสิ่งแวดล้อมกับภาวะโลกร้อน
ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า มีอยู่อย่างน้อยสิ่งหนึ่งในโลกมนุษย์ใบนี้ ที่มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ประเทศใด ทวีปใด จนหรือรวย ขาวหรือดำ ผู้หญิงหรือผู้ชาย พิกลพิการหรือสมประกอบมีเท่ากันตั้งแต่เกิดจนตาย สิ่งนั้นได้แก่จำนวนเวลา 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ในเวลาที่มีเท่ากัน 24 ชั่วโมงนี้มนุษย์ทุกคนได้ดำเนินพฤติกรรมอย่างเดียวกันในการทำลายสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราทุกคนในขนาดความรุนแรงแตกต่างกัน อยู่ที่ว่าใครจะมีจิตสำนึกในการดูแลและทำนุบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อมมากกว่ากัน ผลที่ตามมาก็คือลูก หลาน เหลน โหลนของเรา จะมีโอกาสได้ชื่นชมกับการใช้และบริหารเวลา 24 ชั่วโมงสั้นลงเพราะอายุขัยสั้นลงจากภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ หรือจากภาวะโลกร้อนที่ได้กลายเป็นเรื่องระดับโลกและค่อยๆ ทำลายโลกของเราไปทีละเล็กทีละน้อยโดยเราแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง และไม่กล้าพูด
ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง Inconvenient Truth ของ อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน แล้วทำให้ผมได้คิดถึงมหันตภัยที่ก้าวย่างเข้ามาทำลายโลกใบนี้ด้วยฝีมือของพวกเรากันเอง ความเปลี่ยนแปลงในสมดุลธรรมชาติเริ่มเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วนของโลก เช่น ธารน้ำแข็งในอุทยานแห่งชาติกลาเซียร์ รัฐมอนทาน่า สหรัฐอเมริกา อาจจะละลายหายหมดภายใน 15 ปี ธารน้ำแข็งส่วนใหญ่ในโลกกำลังละลายและหลายแห่งละลายค่อนข้างเร็ว ประชากรโลก 2.6 พันล้านคนอาจประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มขั้นรุนแรงในอนาคต
พายุเฮอริเคนในส่วนต่างๆของโลก ที่ไม่เคยเกิด ก็เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา น้ำท่วมและภัยแล้งได้เกิดขึ้นในประเทศที่ไม่เคยเกิด ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นทั่วโลก 18 ถึง 20 ฟุต ประเทศหลายประเทศจะจมอยู่ใต้น้ำ สายพันธ์สัตว์นำโรคจะมีการย้ายที่อยู่ใหม่เมื่ออุณหภูมิอุ่นขึ้นจากภาวะโลกร้อน สถานที่ที่ไม่เคยประสบกับพาหะนำเชื้อโรคดังกล่าวก็จะได้เจอกับโรคร้าย นอกจากนี้สัตว์หลายสายพันธุ์ในโลกกำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิกฤตสภาพอากาศ
ปัจจุบันผู้นำในหลายประเทศได้เริ่มที่จะร่วมมือกันในการป้องกันการทำลายสภาพแวดล้อมและภาวะโลกร้อนเพื่อที่จะหยุดกระบวนการแห่งการเกิดความหายนะมาสู่มวลมนุษยชาติข้างต้น
ดังนั้นเราลองหันกลับมามองตัวเราคือประเทศไทยว่ารัฐบาลไทยและคนไทยทั้งประเทศเริ่มมีจิตสำนึกกับปัญหาข้างต้นบ้างรึยัง นอกจากนี้เราจะมีส่วนในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างไร
จากผลการศึกษาของ ทีดีอาร์ไอ พบว่ามูลค่าความเสียหายจากมลพิษต่างๆ ในประเทศไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มจาก ประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปีในปี 2520 มาเป็น ประมาณ 17,000 ล้านบาทต่อปี ในปี 2543 และปัญหามลพิษที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยได้แก่มลพิษทางอากาศ คำถามต่อมาก็คือ เมื่อเราทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว ภาครัฐจะมีมาตรการแก้ไขหรือป้องกันปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร นอกเหนือจากให้ภาคเอกชนมีจิตสำนึกและร่วมมือในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมขอให้ข้อมูลต่อท่านผู้อ่านว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กำลังทำการศึกษาและจัดเตรียมร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษีสิ่งแวดล้อมอยู่ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนธันวาคม 2550 ผมคาดว่า หากรัฐบาลใหม่เห็นด้วยกับการผลักดันกฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยจะได้คุณูปการจากกฎหมายฉบับนี้และประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีส่วนร่วมในการลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้ในระดับหนึ่ง
กฎหมายฉบับนี้จะมีชื่อว่า "กฎหมายว่าด้วยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม" สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ประกอบด้วย การกำหนดประเภทเครื่องมือเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมี 6 ประเภท ได้แก่ ภาษีสิ่งแวดล้อม ค่าธรรมเนียมการจัดการมลพิษ ภาษีและค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์และระบบรับซื้อคืน การวางเงินประกันความเสี่ยงหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม การซื้อขายสิทธิการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิทธิการปล่อยมลพิษ และการให้เงินอุดหนุน มาตรการสนับสนุนหรือสิทธิพิเศษอื่นๆ จากเครื่องมือทั้ง 6 ประเภทข้างต้น ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดเครื่องมือในการจัดการกับสิ่งแวดล้อมไว้อย่างทันสมัย โดยภาษีสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น
กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับนโยบายการใช้เครื่องมือข้างต้นไว้อย่างชัดเจน โดยมีคณะกรรมการที่มาจากภาครัฐ เอกชนและผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) คณะกรรมการชุดนี้จัดว่าเป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจเต็มในการให้ความเห็นชอบและอนุมัติเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทของมลพิษ กระทรวงใดมีความจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมหรือมลพิษ ก็สามารถส่งเรื่องมาขออนุมัติจากคณะกรรมการชุดนี้ได้
กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีการตั้งกองทุนเพื่อบริหารจัดการรายได้ที่เก็บได้จากเครื่องมือทั้ง 6 ประเภทข้างต้นโดยมีคณะกรรมการบริหารกองทุนและมีการแบ่งรายได้ให้กับอปท.ชัดเจน เพื่อให้อปท.ได้มีทรัพยากรอย่างเพียงพอในการจัดการกับปัญหามลพิษต่างๆ นอกจากนี้ กองทุนนี้จะถูกบริหารจัดการโดยนักการเงินมืออาชีพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการบริหารเงินของกองทุน
ลักษณะของกฏหมายฉบับนี้จะถือว่าเป็นกฏหมายแม่เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษโดยทั่วไป หากต้องการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบเฉพาะเจาะจง เช่น ด้านมลพิษทางน้ำ หรือมลพิษทางอากาศ หรือมลพิษขยะอิเลคทรอนิกส์ ต้องออกเป็นกฎหมายลูกเฉพาะเจาะจงลงไปอีก กระทรวงการคลังคาดว่าเมื่อกฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อมมีผลบังคับใช้ในประเทศไทย กฎหมายลูกฉบับแรกที่จะออกตามมาจะได้แก่ พระราชกฤษฎีกาภาษีมลพิษทางน้ำ ทั้งนี้เนื่องจากจะเป็นภาษีที่เก็บได้ง่ายกว่า ถึงแม้ว่ามลพิษทางน้ำไม่ได้เป็นปัญหามลพิษหลักของประเทศไทยก็ตาม
ผมขอวิงวอนให้ท่านผู้อ่านช่วยสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ด้วยถึงแม้ท่านจะต้องรับภาระก็ตามเนื่องจากเครื่องมือทั้ง 6 ประเภทที่กฎหมายได้กำหนดไว้ ได้ใช้หลักการว่า ใครเป็นผู้ก่อให้เกิดมลพิษจะต้องเป็นผู้รับภาระ ส่วนใครเป็นผู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผู้นั้นก็จะได้รับผลตอบแทนจากกฎหมายฉบับนี้เช่นกัน ดังนั้นเราจงมาร่วมใจกันในการเป็นพวกที่จะได้ประโยชน์หรือผลตอบแทนจากกฎหมายฉบับนี้กันเถอะ และเราจะได้ภูมิใจว่าเรามีส่วนร่วมในการลดปัญหามลพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก รวมทั้งมีส่วนในการลดภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นบ่อเกิดของหายนะโลกในอนาคต ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราทุกคนจะต้องกล้าพูดและกล้าทำเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยด่วนแล้วครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2272 22 พ.ย. - 24 พ.ย. 2550
