สภาร้อยเกาะ

ทั่วไป

สภาองค์กรชุมชน มหาดไทยและองค์กรภาคประชาชน

by อ่านกันเล่น @June,13 2007 02.24 ( IP : 203...251 )

กล่าวอย่างสรุปรวบรัดได้ว่า นับตั้งแต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองและรวมศูนย์อำนาจของรัชกาลที่ 5 ได้ค่อนข้างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ เป็นผลให้หัวเมืองทั้งเหนือ กลาง ใต้ อีสานต่างๆ ถูกผนวกเข้าสู่ส่วนกลาง "สยาม" การครองอำนาจนำของ "ระบบราชการ" ก็ปรากฏขึ้น โดยส่วนกลางได้ส่งขุนนางเข้าปกครองหัวเมืองต่างๆ

            ต่อมารัชกาลที่ 5 ได้จัดให้มี "กระทรวงมหาดไทย" เป็นกลไกหลักของรัฐด้านการปกครอง มีการปกครองส่วนภูมิภาค มีการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปในยุคสมัยต่างๆ ตลอดทั้งมีการแต่งตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจากกระทรวงมหาดไทย จนต่อมากระแสกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมีความเข้มข้นขึ้น จึงมีการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่น แต่อำนาจแท้จริงยังอยู่ที่มหาดไทย

          ชุมชนท้องถิ่น องค์กรปกครองท้องถิ่นกับบทบาทการพัฒนา

            บทบาทของรัฐไทย นอกจากการรวมศูนย์อำนาจการปกครองการบริหารเข้าสู่ส่วนกลางแล้ว ยังรวมศูนย์อำนาจทุกด้านด้วย อาทิเช่น การศึกษา วัฒนธรรม การศาสนา ฯลฯ ยังรวมศูนย์อำนาจด้านเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

            รัฐไทยได้มีนโยบายการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย โดยใช้กลไกองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นจักรกลหนึ่ง นอกจากหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการขับเคลื่อนการพัฒนา ทั้งชี้แนะ ครอบงำ ให้กระทำเหมือนตัวอย่างกรณีผู้ใหญ่ลี ตีกลองประชุม หลังจากได้รับคำสั่งจากทางการ ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดกับสุกร

            อย่างไรก็ตาม บทบาทของ "ทุน" ก็ได้เข้ามีอิทธิพลควบคู่กับรัฐไทยในการพัฒนา ทั้งทุนท้องถิ่นทุนระดับชาติระดับสากลด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เป็นผลให้ชุมชนท้องถิ่นต้องปรับการผลิตจากยังชีพ สู่การผลิตเพื่อขายในระบบตลาดของทุน ใช้เทคโนโลยีที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น ผ่อนเบาแรงงานมากขึ้น แต่ทำการผลิตที่เข้มข้นขึ้น

          ชุมชนท้องถิ่นนั้นได้ถูกระบบทุนนิยมแทรกแซง ทำให้ก่อเกิดความแตกต่างทางชนชั้นในชุมชนท้องถิ่นด้วย แต่ชีวิตของคนในชุมชนท้องถิ่นส่วนใหญ่กลับพบชะตากรรมที่ก่อปัญหาทุกข์ยากแบบใหม่เข้ามาทับถมมากยิ่งขึ้น ภายใต้กลไกตลาดที่ไม่เป็นธรรม เช่น เป็นหนี้สินในระบบและนอกระบบ สูญเสียที่ดินทำกิน ฯลฯ ล้มละลายกลายเป็น "แรงงานรับจ้าง" ทั้งในชุมชนท้องถิ่นและในเมือง

            นอกจากนี้แล้ว รัฐไทยยังได้มีนโยบายรวมศูนย์อำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ออกกฎหมายเป็นอาญาสิทธิ์ มีนโยบายทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสินค้า ให้ความสำคัญกับระบบกรรมสิทธิ์ของรัฐและเอกชน ความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน มากกว่าจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสิทธิการใช้ของชุมชน หรือ "สิทธิชุมชน" ซึ่งเป็นการจงใจของรัฐไทยในสนับสนุนกลุ่มทุน (ไม่ว่าระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับสากล) เพื่อแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติจากชุมชนท้องถิ่น

            กลุ่มอำนาจอิทธิพลท้องถิ่นและรัฐไทย

            กล่าวโดยภาพรวมในปัจจุบันได้ว่า ผู้นำท้องถิ่นแบบทางการ ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่น ไม่ว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์กรบริหารส่วนตำบล นายกเทศบาล ฯลฯ มักเป็น "ผู้มีอิทธิพลต่อชุมชนท้องถิ่น" เป็นคนร่ำรวยในชุมชนท้องถิ่น

            "ผู้มีอิทธิพลต่อชุมชนท้องถิ่น" มักกระทำตนเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูคนท้องถิ่นในด้านต่างๆ เช่น ให้กู้ยืมเงิน มีงานให้ทำ ฯลฯ มีทั้งพระเดชพระคุณท่ามกลางคนจนในชุมชนท้องถิ่น ที่ไร้องค์กรจัดตั้งที่เข้มแข็งไร้พลัง

            การพัฒนาและการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มทุนภายใต้การสนับสนุนของรัฐไทย มีการผันแปรตามยุคสมัยต่างๆ ในช่วงแรกอำนาจรัฐไทยถูกผูกขาดโดยราชการที่ทุนต้องสวามิภักดิ์เมื่อระบบขุนนางเป็นใหญ่ แต่การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่น และย่อมมีการต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นเช่นกัน

            ต่อมาโดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ชนชั้นนายทุนได้เข้าสู่อำนาจรัฐโดยตรง ผ่านการเลือกตั้งในระบบเสรีประชาธิปไตยรัฐสภา สังกัดพรรคการเมือง (ทุน)

            "ผู้มีอิทธิพลต่อชุมชนท้องถิ่น" หลายคนได้ผันตัวเองสู่การเมืองระดับชาติ ทำให้แทนที่ "ผู้มากบารมี ผู้มีอิทธิพลต่อชุมชนท้องถิ่น" มิได้จะกระทำตนเดินตามคำสั่งราชการมหาดไทยเหมือนก่อน แต่พวกเขากลับต่อรอง เป็นอิสระจากราชการมากขึ้น ใกล้ชิดนักการเมือง พรรคการเมืองมากขึ้น

            บางกรณีพวกเขาเป็นนักการเมืองเองโดยตรง และหรือเป็นหัวคะแนน และแน่นอนว่า เส้นทางเครือข่ายจึงโยงใยแน่นแฟ้นกับนักการเมืองพรรคการเมือง และนับวันถอยห่างจากราชการผู้คอยถ่วงการเติบโตของพวกเขา และมีไม่น้อยที่ข้าราชการกลับต้องสยบต่อพวกเขาเช่นกัน

            แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีองค์กรปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน จำนวนไม่น้อยที่เชื่อฟังจงรักภักดีเคยชินกับการครอบงำของกระทรวงมหาดไทย อำนาจส่วนกลางและไม่สบอารมณ์กับนักการเมืองผู้มาจากการเลือกตั้ง

          มหาดไทย สิงห์ผู้หวงแหนอำนาจ
          สำหรับกระทรวงมหาดไทยแล้ว ก็ยังอาศัยกฎหมายในการครองอำนาจเหนือกลไกการปกครองท้องถิ่นแบบทางการอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แม้ว่าจะมีการเรียกร้องให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนับหลายสิบปีแล้วก็ตาม

            อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองบริหารท้องถิ่น ไม่ว่าองค์กรบริหารท้องถิ่น (อบต.) เทศบาล เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ เป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุน เพื่อลดอำนาจรัฐส่วนกลาง ขณะที่สภาพความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง องค์กรปกครองท้องถิ่นเองกลับถูกยึดครอง โดยกลุ่มอิทธิพลนักการเมืองเช่นกัน

            แต่ถึงกระนั้น การเรียกร้องให้มี "พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน" เพื่อเป็นองค์กรตรวจสอบองค์กรท้องถิ่นผู้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่น ก็ถูกขวางจากกระทรวงมหาดไทยด้วยเช่นกัน โดยอ้างว่าจะเป็นองค์กรที่ซ้อนทับองค์กรปกครองท้องถิ่นทำนองเดียวกับพ.ร.บ.ป่าชุมชนที่ถูกขัดขวางจากกรมป่าไม้

          ยึดองค์กรปกครองท้องถิ่น และออกพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน

            ในแง่องค์กรประชาชนคนจนแล้ว ควรมีท่าทีเช่นไร แน่นอนว่า การเรียกร้องให้มี "พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน" เป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุน เพื่อเป็นองค์กรตรวจสอบองค์กรปกครองท้องถิ่น ไม่ว่าราชการหรือนายทุนพรรคการเมืองครอบงำก็ตาม เนื่องจากองค์กรปกครองท้องถิ่นที่เห็นและเป็นอยู่โดยส่วนใหญ่นั้น ไม่ได้มีจุดยืนปกป้องคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนจนในท้องถิ่น ยังคงเป็นแขนขาส่วนหนึ่งของขบวนการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนท้องถิ่นด้วย

            ขณะเดียวกัน องค์กรประชาชนที่มีเครือข่าย กลุ่มปัญหา สมาชิกในพื้นที่ต่างๆ ต้องไม่เคลื่อนไหวเฉพาะประเด็น เฉพาะหน้า ระยะสั้น แต่ต้องมองทั้งองค์รวม ยกระดับจิตสำนึกทางการเมือง ปลดปล่อยจากความคิดแบบอุปถัมภ์จากทุกฝ่าย ฝึกฝนการทำงานกับผู้คนในชุมชนท้องถิ่นนอกกลุ่มตน สร้างการนำรวมหมู่ มิใช่วีรชนเอกชนที่ยึดโยงกับฐานชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ

            และให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การยึดองค์กรปกครองท้องถิ่นด้วย เหมือนหลายประเทศแถบละตินอเมริกา เพราะเป็นที่การยึดอำนาจอย่างมีจุดยืน เพื่อคนส่วนใหญ่ของชุมชนท้องถิ่น เป็นสิ่งที่พึงกระทำยิ่ง เพื่อมิปล่อยให้เพียง "ผู้มีอิทธิพลต่อชุมชนท้องถิ่น" ที่สมคบกับราชการและนักการเมืองเท่านั้นเข้าสู่เวทีอำนาจ โดยที่องค์กรประชาชนได้แต่มองว่า อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งนั้นสกปรก ขณะที่อำนาจที่มาจากการแต่งตั้งก็ไม่เห็นหัวประชาชน

            ท้ายสุด เมื่อองค์ประชาชนยึดองค์กรปกครองท้องถิ่นได้แล้ว ก็พร้อมสร้างการเมืองมิติใหม่ระดับท้องถิ่นให้มีสภาองค์กรชุมชนเพื่อตรวจสอบได้เช่นกัน มิใช่หวังเพียงตรวจสอบอำนาจแต่ไร้ซึ่งอำนาจจริงอันเป็นความหวังที่เลื่อนลอยเกินไป

                  **************************************************

Comment #1
อ่านเล่นต่อ
Posted @June,13 2007 17.59 ip : 203...251

Believe It or Not : หนุนประชาธิปไตยทางตรงผ่านสภาองค์กรชุมชน..‘รัฐประหาร’ จะไม่มีอีกต่อไป !

ประชาไท – เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.50 สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) มูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)และวิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.) จัดเวทีนโยบายสาธารณะ ‘สภาองค์กรชุมชน :ประชาธิปไตยสู่ชุมชนรากหญ้า’ ซึ่งเริ่มต้นที่นายวีระ นิจไตรรัตน์ จากวจส. เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ร่วม อันมีใจความสำคัญว่า ช่วงที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)สภาองค์กรชุมชน ซึ่งจะเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการเพาะเชื้อให้เกิดชีวิตขององค์กรทางการเมืองที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยทางตรงที่ประชาชนเป็นผู้แสดงหลักโดยผ่านสภาองค์กรชุมชน

ประการต่อมา พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนเป็นจุดเริ่มต้นของการกระตุ้นให้ชุมชนเข้ามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง เพราะประชาชนคือพลเมืองที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองที่ขาดการตรวจสอบและการกลั่นกรอง สิ่งสำคัญของการตรวจสอบคือการทำให้ประชาชนเติบโต และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง

จากนั้น นางสาวรสนา โตสิตระกูล นักพัฒนาสังคม กล่าวฝากถึงองค์กรต่างๆ ที่คัดค้านการออก พ.ร.บ.องค์กรชุมชนว่า เราต้องการความเข้มแข็งของพลเมืองหรือพลังสังคมที่เข้ามามีส่วนร่วม เพราะที่เราพบวิกฤติเวลานี้เนื่องจากบ้านเมืองขาดการตรวจสอบนักการเมืองที่เป็นตัวแทน ดังนั้นสิ่งสำคัญต้องหนุนให้ประชาชนเติบโตและมีส่วนตัดสินใจทางการเมืองมากขึ้น มิฉะนั้นมันก็เข้าสู่วงจรการคอรัปชั่นแล้วก็รัฐประหาร

นอกจากนี้ อยากฝากถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ว่า การเกิดองค์กรสภาชุมชนนั้นไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับ อปท. แต่ช่วยให้สังคมเข้มแข็งมากขึ้นโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ผ่านมาเชื่อว่าประชาชนเติบโตขึ้นมาก แต่ไม่มีโอกาส  พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนจะเป็นสะพานสู่ประเด็นการร่วมตัดสินใจทางการเมือง เราจึงต้องการเริ่มต้นให้เกิดตรงนี้ขึ้น

ต่อมา รศ.สุริชัย หวันแก้ว นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวก่อนที่จะเปิดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นต่อ พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชนว่า ปัญหาพื้นฐานของประเทศไทยคือการมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและจะต่อไปจะแตกแยกไปมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดแต่เป็นเรื่องร่วมสมัยภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ทุนนิยม


โดยที่ผ่านมาคิดไว ทำไว เห็นผลไว แต่ขาดธรรมาภิบาลจึงนำไปสู่การเมืองที่ผู้ชนะในการเลือกตั้งกินรวบ และตกอยู่ในสถานการณ์นั้นจนมาเข้าไปอยู่ในห้วงรัฐประหร 19 ก.ย. 49 ซึ่งมุ่งฟื้นธรรมาภิบาลโดยการรัฐประหารและมีกลุ่มหนึ่งดำเนินการยึดอำนาจ ตามมาด้วยคำถามถึงความชอบธรรมกับการเมืองหลังรัฐประหาร คือ ประเทศไทยมีอนาคตที่มีความหวังกว่าเดิมได้หรือไม่


ประเด็นที่ 2 สังคมไทยอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่านธรรมาภิบาลแบบเผด็จการอำนาจนิยมไปสู่ประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมและขับเคลื่อน ประชาชนจะได้ตรวจสอบดูแลไปด้วย คำถามคือ อะไรคือประโยชน์แห่งชาติและใครนิยาม หรืออะไรคือประโยชน์สาธารธารณะ ใครนิยาม และประชาชนร่วมนิยามได้หรือไม่

การที่ประชาชนร่วมนิยามน่าจะเป็นสิ่งที่ชอบธรรม จากประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่สร้างสรรค์กันมาต้องทำคู่ไปด้วยกับประชาธิปไตยของตัวจริง ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามีการยอมรับการเมืองของตัวจริงน้อยไป หลายที่ยังมีช่องว่าง ทำอย่างไรกลไกประชาธิปไตยจะเป็นระบบปรึกษาหารือได้มากขึ้น ไม่ใช่ประชาธิปไตยแนวดิ่ง ไม่ใช่โครงสร้างบังคับบัญชาแบบข้าราชการ การทำให้เกิดการปรึกษาหารือได้ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การเมืองแบบมีส่วนร่วมที่ทุกส่วนมีโอกาสหารือด้วย

ประเด็นต่อมา รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีส่วนสำคัญในการเมืองร่วมสมัยในภาวะเปลี่ยนผ่านที่ต้องเรียนรู้ร่วมกันของสังคมไทย เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากมรดกเดิมที่ผู้ชนะกินรวบ คราวก่อนมีพรรคหนึ่งชื่อพรรค ท. ต่อมาก็มีกินรวบอีกเป็นกลุ่มอะไรสักกลุ่ม คือจากอำนาจนิยมกลุ่มหนึ่งไปสู่อำนาจนิยมอีกกลุ่มหนึ่ง

รศ.สุริชัย ยังกล่าวอีกว่า บทบาทชุมชนในแง่หน่วยการปกครองยังไม่เพียงพอ แต่ต้องการหน่วยทางสังคมและพื้นที่แลกเปลี่ยนทางสังคมที่หลากหลายด้วย ทั้งนี้ ปัญหาต่างๆ ในปัจจุบันมีลักษณะซับซ้อนขึ้น ขณะเดียวกันก็พูดแต่การเมืองแยกขั้วกันมากขึ้น พูดถึงการแพ้ชนะในการเลือกตั้งแล้วก็เตรียมการไปสู่การแพ้ชนะในการเลือกตั้งรอบใหม่ ทั้งที่การแก้ปัญหาต้องการพลังร่วมกันในชุมชน ส่วนกลไกราชการแบบเดิมก็มีข้อจำกัดหลายส่วน และมีลักษณะแนวดิ่ง ช่องว่างนี้ต้องเปิดทางให้สถานภาพกลุ่มใหม่ๆ สถานภาพในชุมชนควรเป็นความชอบธรรมในการยอมรับ องค์กรท้องถิ่นควรมีส่วนร่วมด้วย





จากนั้นจึงเป็นเวทีชาวบ้าน ที่เปิดด้วยคถามแรกว่าการมีสภาองค์กรชุมชนสร้างความแตกแยกในชุมชนจริงหรือ ซึ่งนายครูสน รูปสูง ผู้นำชุมชนและที่ปรึกษาสมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่สร้างความแตกแยก การจัดการแบบทุกวันนี้ต่างหากที่สร้างความแตกแยก ยกตัวอย่าง ในการสมัครเป็นองค์กาบริหารส่วนตำบล (อบต.) มี 4 คน แต่มีผู้ชนะการเลือกตั้งคนเดียวได้เป็นนายกอบต. แม้เป็นตำบลเล็กๆ ก็จะสู้กันดุเดือดมาก เรียกได้ว่ายกโคตรมาสู้กัน ยกหมู่บ้านมาสู้กัน แต่ท้องถิ่นมันแคบ การปะทะกันจึงรุนแรงมากและใช้เงินมากซึ่งเงินก็เชื่อมกับระบบใหญ่ เมื่อการเลือกตั้งจบ มีผู้ชนะคนเดียว สุดท้ายให้ทำแผนงานก็ทำไม่ได้ เพราะคนแตกแยกกันแล้ว


นายสนกล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนคือคำตอบของการแก้ปัญหา เพราะสภาดังกล่าวจะกำหนดคุณสมบัติไว้ไม่ให้นักการเมืองเข้ามายุ่ง แต่จะมีลักษณะเป็นตัวแทนจากองค์กรต่างๆ ในชุมชนที่เลือกกันมาเป็นเอง นอกจากนี้ก็สรรหาผู้ทรงคุณวุฒิที่ชุมชนนับถือร่วมกันมาอยู่ในสภาด้วย ฐานของสภานี้จึงเป็นองค์กรชุมชน และเมื่อคนนับถือผู้ทรงคุณวุฒิก็สามารถมาระดมเขียนแผนร่วมกับอบต.ได้


ในการพูดรอบหลัง นายสนกล่าวเพิ่มเติมว่า ในอดีตเมื่อติดต่อกับรัฐเขามักด่าชาวบ้านว่าเป็นพวกเถื่อน แต่ถ้าบอกว่ามาจากสภาฯ ก็จะได้รับการติดต่อประสานงานให้ ถ้าให้อธิบายต่อองค์กรสภาชุมชนก็คือการเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงองค์กรรัฐและงบประมาณ หากมีกฎหมายรองรับในระดับหนึ่งซึ่งไม่ใช่การรับรองอำนาจ แต่รับรองสถานะเท่านั้นว่าไม่ใช่เถื่อน


“ถ้ามหาดไทยถอยออกจาก อบต. ก็ไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน ไม่ใช่เมื่อ อบต.วางแผนงานชุมชุนก็ต้องถือไปให้นายอำเภอพิจารณาว่าอยู่ในกรอบหรือไม่ กลายเป็นทำก็ทำไปแต่ไม่ออกงบประมาณให้ คือตัดท่อน้ำเลี้ยงเลย” นายสนกล่าว


นายสนกล่าวอีกว่า มหาดไทยแกล้งเฉไฉ บิดเบือนและสร้างสับสนกับประชาชน ด้วยการบอกว่ามี อบต. อยู่แล้วทำไมต้องมีอีกคอก ก็เพราะ อบต.เป็นคอกจริงๆ คือคอกขังมนุษย์ของมหาดไทย แต่สภาองค์กรชุมชนเป็นองค์กรภาคประชาชน จึงไม่ซ้ำซ้อนกับอบต. ถ้าไปอ่านเนื้อหาใน พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนจะเห็นว่าไม่ใช้เงินจากรัฐเลย แต่เป็นองค์กรภาคประชาชนที่มารวมกันแล้วขอมีส่วนร่วมเท่านั้น ปัจจุบันองค์กรแบบนี้ก็มี ก็เช่น สหกรณ์การเกษตร ซึ่งก็มี พ.ร.บ.รองรับสถานะโดยที่เป็นองค์กรภาคประชาชน


นายชาติชาย เหลืองเจริญ ผู้ใหญ่บ้านจำรุง ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง กล่าวว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้ใช้กลไกสภาหมู่บ้านทำให้เกิดความเข้มแข็งและกำหนดทิศทางตัวเองได้ แต่ถ้าถือการเลือกตั้งอย่างเดียวแล้วคนที่ได้รับเลือกมากอันดับที่หนึ่งจะไม่ฟังคนที่ได้รับเลือกมากอันดับที่ 2 สองเลย ทั้งที่เป็นเครือญาติ จึงควรมีเวทีสภาองค์กรในพื้นที่พื่อให้มีพื้นที่แสดงความเห็น และผู้นำต้องเปิดใจกว้าง เพราะเป็นคนบ้านเดียวกัน อีกทั้งการมีสภาคือการร่วมกันคิดกันทำ ในหมู่บ้านทุกคนจะมีหมวกเพราะในหมู่บ้านเล็กๆ ก็มีถึง 24 องค์กร และทุกคนก็รู้จักกันหมด


นายไพโรจน์ พลเพชร สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนักกฎหมาย กล่าวว่า

ตอนนี้กระทรวงมหาดไทยกำลังแก้บทบาทของกำนันว่าให้มาจากการเลือกตั้งของผู้ใหญ่บ้าน โดยมีนายอำเภอเลือกคนหนึ่งในนั้นมาเป็นกำนัน เรื่องนี้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีไปแล้ว ท้องถิ่นกำลังถูกล้วงลูกผ่านกำนันหรือ ผู้ใหญ่บ้านที่ต้องปฏิบัติตามนายอำเภอหรือกำนันสั่ง


ส่วนโครงสร้างอบต. นั้นถูกแก้เมื่อ พ.ศ. 2537 ก่อนนั้นการเข้าสู่ อบต.น่าจะเป็นอำนาจแท้จริงของประชาชนและมีอำนาจมากจนในอดีตมี ส.ส.ลงไปเป็นอบต.เยอะมาก อย่างไรก็ตาม อบต.กลับไม่เป็นองค์กรชุมชนแท้จริง มีลักษณะที่ว่ามีโครงการรัฐก็เข้าข้างรัฐ หรือพอมีโครงการเอกชนก็เข้าข้างเอกชน เพราะในโครงสร้างเลือกตั้งต้องมีเงินและมีพวกด้วย อบต.จึงกลายเป็นตัวแทนจากภายนอกที่อยู่เบื้องหลังการเข้าสู่ตำแหน่ง


โครงสร้างอีกประการของ อบต. คือการที่ให้ประชาชนดูแลตัวเอง แต่ อบต.กลับใม่สามารถกำหนดแผนพัฒนาตัวเองได้ ต้องอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย การทำแผนงานก็ต้องผ่านนายอำเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ลึกๆ แล้วอำนาจจึงอยู่ที่อำนาจส่วนกลาง ดังนั้นการที่ประชาชนจะลุกมาดูแลตัวเอง เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม ทางมหาดไทยก็จะไม่ยอม เพราะเท่ากับตัดอำนาจบังคับบัญชา


สำหรับองค์กรสภาชุมชนคือจะทำหน้าที่นี้ เช่น ดูแลทรัพยากร เสริมความรู้ให้ประชาชน เพียงแต่ถ้าประชาชนเข้มแข็ง นายอำเภอ หรือผู้ว่าฯ ก็จะของบประมาณหรือขอให้ท้องถิ่นทำอะไรไม่ได้อีก สภาองค์กรชุมชนจะเป็นที่รวมผลประโยชน์ที่จะตรวจสอบกันและกัน ดังนั้นถ้าไม่มีกฎหมาย อบต.ก็จะไม่ยอมรับ แต่การมีกฎหมายก็หมายถึงมีความชอบธรรม


ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องของเมืองหรือชนบทแต่เป็นปัญหาเรื่องประชาธิปไตย มันคือปัญหาของประชาธิปไตยแบบตัวแทนไปสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมเป็นหัวใจและเป็นเรื่องใหญ่ แม้ พ.ร.บ.นี้ได้ถอยกันมาเยอะ แต่มันยังให้พื้นที่คนมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะ อย่างน้อยมันก็ให้พื้นที่ทางสังคม และเป็นประชาธิปไตยที่ผสมกับพื้นฐานทางสังคม


นายไพโรจน์ กล่าวอีกรอบหนึ่งว่า สภาองค์กรชุมชนเป็นรูปธรรมหนึ่ของสิทธิชุมชน แต่รัฐริบมาเป็นของส่วนกลาง รัฐธรรมนูญ 2540 ได้ให้สิทธิชุมชน รัฐธรรมนูญ 2550 ก็ให้ชุมชนวางแผนจัดการตัวเอง เป็นการคืนกลับไปที่เดิมและกินได้ เพราะเขาได้ตัดสินใจเกี่ยวกับดินของเขา ชีวิตของเขา น้ำของเขา ซึ่งที่ผ่านมารัฐตัดสินใจให้หมดแล้วตัดสินลำเอียงให้คนอื่นหมด แต่ถ้าสภาองค์กรชุมชนเข้มแข็ง รัฐประหารก็ทำไม่ได้ เพราะยึดอำนาจที่ส่วนกลางเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์เนื่องจากท้องถิ่นยังอยู่ และตรงนี้จะเป็นลักษณะเฉพาะ จะเป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตยกินได้ มันก็จะอยู่ในจิตวิญญาณ ทำลายก็ไม่ได้ ฆ่าก็ไม่ได้ ประชาชนจะเป็นเจ้าของที่แท้จริงของอำนาจ



แถลง“ ร่างพรบ. สภาองค์กรชุมชน”


ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมมือกับสมัชชาสภาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย และองค์กรสนับสนุนหลายหน่วยงาน พัฒนากรอบความคิด กฎหมายสภาองค์กรชุมชนมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 โดยเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างกว่า 20 เวทีทั่วประเทศ จนกระทั่งออกเป็นร่างพรบ.สภาองค์กรชุมชน และเสนอเข้าที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2550 แต่ถูกคัดค้านจากรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย จนต้องถอนเรื่องออกมาอีกครั้งหนึ่ง นั้น


    องค์กร 6 องค์กรที่มีรายชื่อข้างท้าย มีความเห็นว่าร่างพรบ.สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมในระดับพื้นฐานของสังคมการเมืองไทย ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้


      1.เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นตามความหลากหลายของวิถีชีวิตวัฒนธรรมภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่น โดยการมีส่วนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วนงานของรัฐในการกำหนดแผนการพัฒนาท้องถิ่น แผนการพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจในระดับประเทศ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการติดตามการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐในทุกระดับด้วย


      2.เป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและสังคมโดยรวม มุ่งเน้นที่การระดมพลังปัญญาให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการตนเอง สร้างภูมิคุ้มกันผลกระทบที่มีต่อวิถีชีวิตชุมชนมากกว่าตามแก้ปัญญา


                  3.เป็นการเสริมสร้างกระบวนการทำงานเชื่อมโยงกันระหว่างองค์กรปกกครองส่วนท้องถิ่นกับองค์กรทางสังคมให้ทำงานหนุนเสริมซึ่งกันและกันในการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งที่อาจเกิดจากการเลือกตั้ง การสังกัดคนละหน่วยงานของรัฐ แต่เป็นการระดมพลังทุกฝ่ายให้มาทำงานร่วมกันบนฐานของศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีแต่ละท้องถิ่น


องค์กรทั้งหกองค์กรดังกล่าว  จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพรบ.สภาองค์กรชุมชนโดยด่วน เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติให้พิจารณาต่อไป


                                          แถลง ณ วันที่ 13 มิถุนายน 2550

  สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)

  มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)            มูลนิธิชุมชนไท

  มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)            วิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.)

Comment #2
ฝากอ่านเล่นต่อ
Posted @June,15 2007 17.31 ip : 203...251

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10688

ร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ต้องสู้จึงจะชนะ โดย สมพันธ์ เตชะอธิก

การต่อสู้ทางอำนาจให้ประชาชนโดยมีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีรัฐมนตรีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นแกนนำ กับการรักษาอำนาจให้ระบบราชการ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย มีนายอารีย์ วงศ์อารยะ เป็นแกนนำ

เรื่องนี้เป็นปัญหาทางแนวคิดในระบอบประชาธิปไตย ระหว่างประชาธิปไตยทางตรงและมีส่วนร่วมกับประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่มีลักษณะจัดตั้งและจับตั้งได้ กล่าวคือ การมีพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนเป็นการเมืองภาคพลเรือนขณะที่การล้มกฎหมายฉบับนี้ได้เป็นการคงอยู่ของการควบคุมและอำนาจที่มีอยู่ องค์กรปกครองท้องถิ่นที่ผ่าน อบต.เทศบาล อบจ.และการปกครองท้องที่ที่ผ่านกำนันผู้ใหญ่บ้านและประชาคมหมู่บ้านได้

ไม่เพียงเรื่องในระดับชุมชนจะมีปัญหาในระดับใหญ่เช่นนี้ ปัญหาการเมืองระดับชาติก็มีปัญหาเฉกเช่นเดียวกัน สังคมไทยจึงถูกครอบงำด้วยความคิดว่าประชาธิปไตยต้องไปเลือกตั้งให้ได้ตัวแทนมาใช้อำนาจจัดสรรผลประโยชน์และพัฒนาประเทศแทนให้ โดยที่สิทธิ อำนาจ บทบาทหน้าที่ของประชาชนที่จะเข้าถึงการใช้อำนาจโดยตรงและมีส่วนร่วมเต็มไปด้วยปัญหาอุปสรรคนานาประการ รัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างให้ประชาชนลงประชามติก็มีปัญหาเช่นนี้

การต่อสู้ให้ได้กฎหมายดีๆ เพื่อประชาชนจึงต้องออกแรงทั้งทางความคิดและการรวมพลังมากๆ

จึงไม่น่าแปลกใจที่อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ออกมาทิ้งไพ่เกือบใบสุดท้ายแลกกับตำแหน่งรองนายกฯและรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ในฐานะแกนนำที่ปรารถนาอย่างแรงกล้าจะมีกฎหมายเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีสิทธิและอำนาจมากขึ้น

ส่วนไพ่ใบสุดท้ายยังไม่รู้ว่าอาจารย์ไพบูลย์จะนำขบวนสมัชชาองค์กรชุมชน ออกมาประท้วงเรียกร้องให้พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนต้องผ่านและประกาศใช้ให้ทันรัฐบาลชุดนี้หรือไม่?

ทำไมองค์กรชุมชนจึงมีความสำคัญ? อะไรคือองค์กรชุมชน? มีความแตกต่างกับองค์กรปกครองท้องถิ่นกับคณะกรรมการหมู่บ้านและประชาคมหมู่บ้านและตำบลอย่างไร?

องค์กรชุมชนมีแนวคิดการรวมกลุ่มกันของชาวบ้าน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาการพึ่งตนเองภายในชุมชน หมู่บ้าน ตำบล มีการแบ่งปัน แลกเปลี่ยน รวบรวมความคิด ประสบการณ์ ทรัพยากรร่วมกันของคนในท้องถิ่น มีการทำกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน หมู่บ้าน ตำบลและภายนอก เพื่อให้เกิดการต่อรองในการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม

องค์กรชุมชนจึงหมายถึงการรวมตัวกันของคนในชุมชน เพื่อเป็นกลไกการทำงาน เป็นเวทีการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนและตัดสินใจระดับรากหญ้า/รากแก้ว ที่มีระบบโครงสร้างและมีกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน โดยแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ

1.องค์กรที่ภาครัฐจัดตั้งและดำเนินกิจกรรมตามการสนับสนุนของรัฐ อาจมีการดำเนินงานด้วยตนเองบ้าง แต่ก็ถูกควบคุมตรวจสอบและใช้กฎหมาย กฎระเบียบของรัฐ เช่น กม. อบต.ประชาคมหมู่บ้าน/ตำบล เป็นต้น

2.องค์กรที่ภาคเอกชนเป็นผู้สนับสนุนหรือจัดตั้ง เช่น กลุ่ม/เครือข่ายที่มีองค์กรพัฒนาเอกชนลงไปทำงานในพื้นที่ เป็นต้น

3.องค์กรที่ภาคประชาชนเป็นผู้จัดตั้งและดำเนินการด้วยตนเอง เช่น สมัชชาคนจน สมัชชาองค์กรชุมชน กลุ่มป่าชุมชน กลุ่มหมอยาพื้นบ้าน/กลุ่มสมุนไพร เป็นต้น

4.องค์กรชุมชนแบบบูรณาการ/ผสมผสาน มีทั้งที่เป็นองค์กรประเภทที่ 1 ผสมผสานกับประเภทที่ 2 และ 3 เป็นองค์กรประเภท 2 บวก 3 เป็นองค์กรประเภท 1 บวก 3 เป็นองค์กรประเภท 1 บวก 2 เป็นต้น

องค์กรชุมชนต่างๆ เหล่านี้ จึงมีทั้งที่สามัคคีกันทำงานเพื่อชุมชน และมีทั้งที่ขัดแย้งกัน โดยองค์กรชุมชนที่รัฐจัดตั้งมักมีทัศนคติไม่ดีกับองค์กรที่ภาคเอกชนจัดตั้งและองค์กรชุมชนที่จัดตั้งกันเอง เพราะทั้ง 2 ประเภทนี้ไม่ยอมรับอำนาจ มักวิพากษ์วิจารณ์การทำงานและตรวจสอบองค์กรประเภทที่ 1 อยู่เสมอๆ

ส่วนองค์กรประเภทที่ 2 และ 3 ก็ไม่ไว้วางใจองค์กรประเภทที่ 1 โดยเฉพาะการคอร์รัปชั่น การเป็นทาสระบบราชการและอยู่ใต้การอุปถัมภ์ของนักการเมือง

ขณะที่การบริหารท้องที่ ท้องถิ่น ภูมิภาคและประเทศ ใช้แผนและโครงการเป็นเครื่องมือในการของบประมาณ ด้วยเหตุนี้องค์กรชุมชนทุกประเภทจึงต้องจัดทำแผนและโครงการเพื่อเสนอขออนุมัติจากแหล่งสนับสนุนแหล่งใดแหล่งหนึ่ง

ที่นี้ระบบสนับสนุนในระดับชุมชน หมู่บ้าน ตำบล ต้องผ่านเวทีประชาคมหมู่บ้านหรือผ่านคณะทำงานจัดทำแผนที่มีการจัดตั้งไว้แล้ว องค์กรชุมชนที่จัดตั้งกันเองและไม่ชอบอยู่ในอาณัติของใครก็กลายเป็นแกะดำในชุมชน/หมู่บ้าน/ตำบล และไม่อาจเข้าถึงหรือได้รับการจัดสรรทรัพยากรใดๆ เลย มีองค์กรชุมชนประเภทนี้นับ 10 แห่งต่อชุมชน/หมู่บ้าน รวมทั้งประเทศก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 800,000 องค์กรชุมชน

ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน จึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมต่อระบบการจัดแผนและการตรวจสอบเพื่อประชาชน ตั้งแต่ระดับตำบลให้มีส่วนร่วมเสนอแผน เวทีสมัชชาฯ เสนอความคิดเห็นและตรวจสอบ ประเมินผล ตามมาตรา 19 (2) (4) (7) ระดับจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ร่วมเสนอแผน เวทีสมัชชาฯ และตรวจสอบ ประเมินผล ตามมาตรา 25 (2) (4) (6) ระดับชาติ มีอำนาจหน้าที่เพียงเสนอความคิดเห็น เวทีสมัชชาฯชาติจึงให้ความเห็นต่อโครงการที่มีผลกระทบ ตรวจสอบและประเมินผลงาน อปท.ตามมาตรา 28 (2) (4) และ (6)

จึงเป็นธรรมดาที่ต้องถูกคัดค้านและต่อต้านจากกระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการปกครองท้องที่ เพราะสร้างความรู้สึกบั่นทอนอำนาจและสร้างการถ่วงดุลอำนาจมากไป ถ้าอยู่ในโครงสร้างและระบบของรัฐ การควบคุมและกำหนดทิศทางให้ทำตามนโยบายและระบบราชการง่ายกว่ามาก

การสร้างกฎหมายฉบับหนึ่งให้เกิดการยอมรับทั่วทุกองค์กรจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

สมัยที่พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ จะประกาศใช้ในเดือนมกราคม 2550 ที่ผ่านมา ต้องใช้เวลาถึง 6 ปี ในการสร้างเวทีเรียนรู้เนื้อหาและความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ มีการสร้างแนวร่วมทั่วทั้งแผ่นดิน มีการประสานงานทางการเมืองกับพรรคใหญ่ๆ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีการทำงานกับรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีและกฤษฎีกา มีการประสานงานกับสมาชิกสภานิติบัญญัติคนสำคัญๆ และกรรมาธิการวิสามัญทุกชุด

แม้กระนั้นก็ไม่สามารถออกกฎหมายได้ภายใต้ระบบการเมืองปกติ จนมาออกได้สมัยรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน จึงยังไม่ควรท้อ

แท้และหมดแรงกับความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่กลับต้องเสริมพลังอำนาจตัวเองให้มากขึ้น ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจและสร้างการยอมรับต่อกฎหมายฉบับนี้ด้วยเวทีย่อยๆ และใหญ่ๆ แก่องค์กรชุมชนให้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นหมื่นเป็นแสนแห่ง มีการทำงานประสานงานกับผู้มีส่วนเกี่ยวด้วยการล็อบบี้สาระสำคัญของกฎหมาย

อย่าไปรำคาญใจว่ารัฐมนตรีพวกนี้ไม่อ่านเนื้อหารายละเอียดกฎหมาย เพราะเมืองไทยเป็นแบบนี้มานานแล้วจนเคยชินสบายใจคือไทยแท้ ต้องหาแนวทางแก้ไขในระยะยาวต่อไป

กลยุทธ์จึงต้องเป็นแบบไทยๆ คือ เข้าไปหา นอบน้อมถ่อมตน ให้เกียรติและยอมรับฟังความคิดเห็นมากๆ รวมทั้งสร้างแนวร่วมพันธมิตรในคณะรัฐมนตรี กฤษฎีกา สนช.และองค์กรชุมชนทั่วประเทศ

โอกาสของกฎหมายฉบับนี้ยังมีอยู่มาก แม้กฎหมายจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่สามารถสร้างการเรียนรู้ในกระบวนการทางกฎหมาย การใช้อำนาจ การทำงานประสานงาน การเมืองภาคพลเมืองให้กับองค์กรชุมชนได้ การเรียนรู้นี้จะนำไปสู่ความเข้มแข็งและต่อสู้กับอำนาจไม่เป็นธรรมได้

แสดงความคิดเห็น

« 8499
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Hyperlink Text Color :)
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

สภาร้อยเกาะ :: เครือข่ายพลเมืองชาวเกาะ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

กระบวนการสร้างสรรค์ทางปัญญา เพื่อให้พลเมืองผู้มีจิตอาสา ได้ร่วมกำหนดทิศทางพัฒนา เมืองร้อยเกาะสู่เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว