สภาร้อยเกาะ

ทั่วไป

เศรษฐกิจพอเพียง เผชิญกระแสโลกาภิวัตน์ (6)

by Nathon001 @April,29 2007 10.02 ( IP : 203...253 )

วัฒนธรรมตะวันตกกับความตายของธรรมชาติ
      ครั้งหนึ่ง ผมได้พูดเรื่อง ภูมิปัญญาตะวันออก
      มีผู้ฟังคนหนึ่งตั้งคำถามที่น่าสนใจขึ้นว่า
      “มีหรือ ที่เรียกว่าตะวันออก หรือตะวันตก ผมคิดว่าทั้งสองสายความคิดน่าจะปนกัน จนมั่วไปหมด”
      ผมตอบ
      “นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะคนไทยปัจจุบัน “ใจ” อาจจะเป็นพุทธอยู่บ้าง แต่พฤติกรรมทั่วไป อย่างเช่นการบริโภค จะหันไปบริโภคแบบตะวันตก”
      พูดแบบง่ายๆ ปัจจุบัน กระแสวัฒนธรรมตะวันตกได้กลายเป็นกระแสที่ครอบเหนือวัฒนธรรมโลก ถึงแม้เราจะเป็นคนที่คิด หรือใช้ชีวิตแบบตะวันออก ก็ยังจะมีแนวคิดแบบตะวันตกปะปนอยู่ด้วย
      แต่นี่...ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สามารถแยกแยะ รากที่มา หรือบ่งบอก ความแตกต่างระหว่าง 2 สายวัฒนธรรมได้
      ถ้าคิดแบบเต๋า เต๋าจะแยกทุกอย่างออกเป็นหยางกับหยิน กล่าวคือมีด้านที่แข็งและอ่อน บวกหรือลบ ร้อน หรือเย็น...ฯลฯ ที่มีคุณลักษณะ หรือคุณภาพตรงข้ามกัน แต่ดำรงอยู่ด้วยกัน
      เวลาเราศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ถ้าใช้เต๋าเป็นหลักคิด เราจะพบว่ากระแสวัฒนธรรมโลก แบ่งได้เป็น 2 สายใหญ่ๆ ที่เกิดมาพร้อมๆ กัน พัฒนาไปด้วยกันตลอดเวลา และพลิกผันไปมาเช่นกัน
      ในยุคชุมชนลุ่มน้ำ (ถึงปากน้ำ) โบราณ ย้อนไปนับหมื่นๆ ปี ตั้งแต่กำเนิดสมัยชุมชนขนาดเล็ก จนถึงกลุ่มเมืองขนาดใหญ่ตามลุ่มน้ำ นี่คือรากที่มาของฐานวัฒนธรรมแบบตะวันออก ที่มีความอ่อน หรือความรัก ความเอื้ออาทรเป็นฐาน จึงเป็นที่มาของวัฒนธรรมชุมชนแบบตะวันออกที่เข้มแข็ง
      ส่วนรากของวัฒนธรรมตะวันตก มาจากชนเผ่าที่ร่อนเร่ เคลื่อนย้ายเลี้ยงสัตว์ วัฒนธรรมชุดนี้มีความเป็นชาย ความเป็นวีรบุรุษนักรบแบบปัจเจก และความเชื่อเรื่องสงคราม การต่อสู้เอาชนะ เป็นฐาน
      โลกทางวัฒนธรรมจึงเริ่มจากโลกตะวันออกก่อน และหลังจากนั้นจึงเริ่มเคลื่อนสู่โลกตะวันตก
      ถ้ามองในทางสังคมศาสตร์ ยุคนี้คือ ช่วงแห่งการเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกใหม่ สิ่งเก่าที่กำลังจะตายคือ The West สิ่งใหม่ที่กำลังจะก่อผุดขึ้นมาใหม่คือ The new East

      ตัวแทนแห่งความเป็นตะวันตกปัจจุบันคือ ระบบจักรวรรดิมหาอำนาจอเมริกา ระบบทุนนิยมการพนัน วัฒนธรรมแบบบริโภคนิยม ปัจเจกชนนิยม และลัทธิกิเลสนิยม
      แต่สิ่งเก่าแบบนี้จะยอมตายอย่างง่ายๆ ไม่ได้แน่
      ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านจึงเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ยุ่งยาก และรุนแรงอย่างยิ่ง
      สภาวะวิกฤตอย่างยิ่งจะก่อเกิดขึ้นในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งใหญ่นี้
      ในเวลาเดียวกันเราต้องเข้าใจว่า กระแสวัฒนธรรมโลก ไม่ใช่การหวนกลับไปสู่ The old East แต่คือการสร้าง The new East ขึ้นมาใหม่
      จะสร้าง The new East ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นกัน
      หายนะเบื้องหน้าที่กำลังก่อตัวเกิดขึ้น ยุ่งยาก และซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่เป็นเพียงการปะทะกันระหว่างโลกตะวันออก และโลกตะวันตก เท่านั้น
      อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่แบบตะวันตกของมนุษยชาติทั้งระบบ ที่สร้างขึ้น และยิ่งใหญ่ นับพันๆปี อย่างน้อยย้อนไป ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 จนถึงยุคอุตสาหกรรม กำลังหันกลับมาทำลายโลก
      นี่คือ ที่มาของวิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตนี้จะยิ่งใหญ่ ใหญ่ที่สุด เท่าที่มนุษยชาติจะต้องเผชิญ
      และ ทำไมวัฒนธรรมตะวันตก จึงนำโลกไปสู่กลียุคใหญ่ได้

      คำตอบแรกคือ ความเชื่อเรื่อง “มนุษยนิยม” หรือการถือว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาล เราจึงสร้างโลกนี้เพื่อความยิ่งใหญ่ และความสำเร็จของมนุษย์เท่านั้น
      ประการที่สองคือ ความเชื่อว่า “ธรรมชาติ คือศัตรู” และมนุษย์ต้องเอาชนะธรรมชาติ นั่นเอง
      ก่อนปีใหม่ ผมได้ไปดูหนังเรื่อง An Inconvenient Truth ซึ่งน่าจะแปลว่า “ความจริงที่ไม่อยากจะเชื่อว่าจริง”
      หนังสารคดีเรื่องนี้ ถือว่าเป็นภาพยนตร์สารคดีด้านสิ่งแวดล้อมโลกที่นำเสนอได้ดีพอใช้ และที่สำคัญ ผู้นำเสนอคือ Al Gore อดีตรองประธานาธิบดีอเมริกา ถ้าใครไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ก็สามารถหาอ่านรายละเอียดได้จากหนังสือในชื่อเดียวกัน
      ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดเผยความจริงว่า มนุษย์คือ “ผู้ร้าย” ผู้ซึ่งทำลายโลกนี้มานานนับศตวรรษ อย่างน้อยย้อนไปตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เพื่อสร้าง “อาณาจักร” หรือ “อารยธรรมของมนุษย์” (เท่านั้น) โดยไม่เคยคำนึงถึงธรรมชาติ เพราะมนุษย์คิดว่าโลกธรรมชาติโดยพื้นฐานเป็นเพียง “วัตถุไร้ชีวิต” และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็ “ไร้ค่า” สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดดำรงเพื่อมนุษยชาติเท่านั้น
      แต่หากจะพูดให้ลึกไปมากกว่าหนัง วัฒนธรรมตะวันตกที่ผ่านมามีส่วนทำให้มนุษย์ได้หลงใหลแนวคิดวิทยาศาสตร์ของโลกตะวันตกที่สอนว่า มนุษย์ต้องเอา “ชนะ” ธรรมชาติ จึงถือว่าธรรมชาติเป็นศัตรู ที่สกัดกั้นพัฒนาการของมนุษย์
      เราเชื่อกันว่า “มนุษย์เท่านั้นคือผู้สร้างประวัติศาสตร์” ด้วยการพัฒนาทางเทคโนโลยี ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปเท่าไร มนุษย์ก็สามารถสร้าง “ความมั่งคั่ง” เพิ่มขึ้นเท่านั้น
      ความมั่งคั่งนี้ คือ ที่มาของความรุ่งเรือง และความสุขของมนุษยชาติ
      มนุษย์จึงสนุกสนานกับการปล้นชิงและทำลายธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยไม่คำนึงถึงความจำกัดของทรัพยากร
      เวลาได้เคลื่อนผ่านไปนับร้อยๆ ปีนับแต่ยุคอุตสาหกรรม สู่ยุคโลกาภิวัตน์ ผลที่ตามมาคือ สภาวะการสูญเสียดุลทางธรรมชาติที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้...ละลอกคลื่นวิกฤตธรรมชาติได้หันกลับมาทำลายมนุษย์
      นี่คือ ความจริง (มนุษย์ทำลายธรรมชาติ) ที่ไม่อยากจะยอมรับว่าจริง
      ความจริงที่มนุษย์ไม่อยากจะยอมรับอีกประการหนึ่งคือ อีกไม่นาน “วิบัติภัยธรรมชาติขนาดใหญ่” จะเกิดขึ้น และจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆอย่างทวีคูณ วิบัติภัยนี้จะสร้างความสูญเสีย ความหายนะที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจจะนำไปสู่การสิ้นสุดของมนุษยชาติทั้งหมด
      ในขณะที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหมด รวมทั้งการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ศาสตร์ และนาโนเทคโนโลยี ก็ไม่สามารถสกัดกั้น หรือหยุดยั้งภัยวิบัติครั้งนี้ได้
      ผู้คนทั่วไปยังคงหลงเชื่อกันว่า อย่างน้อย คงอีกนับ 100 ปีจึงจะเกิดวิบัติภัยธรรมชาติขนาดใหญ่
      ไม่มีใครคิดว่า หายนะใหญ่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเราแล้ว
      นอกจากนี้ เราเข้าใจเพียงแต่ว่า “วิบัติภัยใหญ่ที่สุด คือเรื่องน้ำท่วมโลกเท่านั้น” ดังนั้น เฉพาะแค่ที่ต่ำๆ อย่างเช่นในกรุงเทพฯ หรือเมืองชายทะเล จะจมหายไปใต้สายน้ำ ดังนั้นวิธีแก้ก็คงไม่ยากนัก แค่สร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นน้ำทะเลไว้ก็เอาอยู่ หรือไม่ก็แอบไปซื้อที่ดินทิ้งไว้ ที่ตามภูเขาสูงๆ
      ความจริงคือ “ปรากฏการณ์น้ำท่วมโลก” เป็นเพียงปรากฏการณ์หายนะอันหนึ่งเท่านั้น ยังมีปรากฏการณ์หายนะอื่นๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่า ประกอบกันอีกมาก
      อย่างเช่น ปัจจุบัน น้ำแข็งตามเขาสูงที่เป็นต้นกำเนิดของสายน้ำทั่วโลกกำลังละลาย เวลาละลายใหญ่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ หลังจากนั้น ก็จะเกิดภัยแล้งใหญ่ ทำให้พื้นที่ทะเลทรายขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี จนก่อวิกฤตในหลายจุดของโลก อย่างเช่น ที่ทวีปแอฟริกา ได้เกิดสงครามแย่งชิงน้ำ
      จำนวนน้ำที่ละลายจากขั้วโลก ทำให้จำนวนน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้รอยต่อของทวีปเกิดการสั่นไหว
      นี่คือ ที่มาของแผ่นดินไหว และปรากฏการณ์สึนามิ
      ในขณะที่ การเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก และเอล นิโญ ซึ่งส่งผลให้โลกร้อนขึ้น ยังสามารถทำให้พายุในมหาสมุทรแปซิฟิกรุนแรงขึ้น และจะก่อความเสียหายอย่างยิ่งในด้านเกษตรกรรม
      ที่สำคัญ “ปรากฏการณ์น้ำท่วมโลก” อาจจะเป็นพียงจุดเริ่มต้นแห่งวิบัติภัยที่ยิ่งใหญ่ที่จะตามมา เท่านั้น
      สมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกนำเสนอขึ้นใหม่คือ หลังจากน้ำแข็งขั้วโลกละลายใหญ่ จะเกิดวิบัติภัยสึนามิขนาดใหญ่ ซึ่งจะส่งผลทำให้ผู้คนล้มตายจำนวนมหาศาล หลังจากนั้น...อุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้นอย่างทวีคูณ ทะเลทรายจะขยายตัว จนทำให้คนล้มตายเพราะความร้อน และไม่มีอาหารจะกินเพราะความแห้งแล้ง
      ตามหลักทฤษฎี Chaos จะเกิดปรากฏการณ์การสวิงกลับ
      สวิงจากร้อนจัดไปสู่หนาวจัดอีกครั้งหนึ่ง เพราะอุณหภูมิความร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจะทำให้น้ำละลายกลายเป็นไอ ไอน้ำนี้จะหันกลับไปคลุมบรรยากาศโลกไว้ ทำให้เกิดปรากฏการณ์การสวิงสู่สภาวะหนาวจัดอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง
      กล่าวอย่างสรุปคือ “น้ำท่วมโลก” จะนำสู่การพลิกผันของระบบธรรมชาติทั้งระบบ และอาจจะนำมาซึ่งการก่อเกิดยุคน้ำแข็งใหม่อีกครั้งหนึ่ง
      เราคงบอกไม่ได้ว่า สมมติฐานนี้ “ผิด” หรือ “ถูก”
      แต่นี่คือ เส้นทางอนาคต เส้นทางหนึ่งที่เป็นไปได้
      ปัจจุบัน ความเชื่อว่าอีก 100 ปี จึงจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ กำลังถูกตั้งข้อสงสัย
      นักวิทยาศาสตร์เริ่มตัดตัวเลขเหลือเพียง 50 ปี เท่านั้น
      นอกจากนี้ ยังมีคำอธิบายที่แตกต่างออกไป อย่างเช่น อาจารย์หมอประสาน ต่างใจ เคยเสนอว่า วิกฤตน้ำท่วมใหญ่นี้น่าจะเกิดขึ้นประมาณปี 2013 หรือประมาณอีก 7 ปี เท่านั้น
      ผมเองคาดว่าคงประมาณปี 2020 ถึง 2030 หรือไม่เกิน 20 หรือ 30 ปี ข้างหน้า
      เหตุที่ผมประเมินต่างออกไปเนื่องจากผมเป็นนักสังคมศาสตร์ จึงดึงเอาปัจจัยลบทางสังคมศาสตร์ มาร่วมในการประเมินด้วย
      ความจริงแล้ว การประเมินเรื่องนี้ยากมาก
      ประการแรก ความร้อนของโลกในแต่ละปีนั้นมีอัตราการเพิ่มขยายไม่เท่ากัน ในจุดขั้วโลก หรือในจุดที่หนาวเย็นของโลก มีอัตราการขยายตัวของอุณหภูมิเพิ่มขึ้น ที่สูงกว่าที่อื่นๆ จนทำให้น้ำแข็งในแถบขั้วโลกละลายตัวไปแล้วเกือบ 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์
      ประการที่สอง? ระบบธรรมชาติวิกฤตทั้งระบบ ได้เกิดสภาวะวิกฤตธรรมชาติหลายวิกฤตพร้อมๆ กัน ที่เชื่อมประสานกัน และวิกฤตทุกวิกฤตเสริมความรุนแรงซึ่งกันและกัน       ทั้ง 2 ปัจจัยข้างต้นคือ ที่เป็นมาของอัตราเร่งแบบทวีคูณ และทำให้ยากแก่การประเมิน (ยังมีต่อ)

แสดงความคิดเห็น

« 2901
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Hyperlink Text Color :)
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

สภาร้อยเกาะ :: เครือข่ายพลเมืองชาวเกาะ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

กระบวนการสร้างสรรค์ทางปัญญา เพื่อให้พลเมืองผู้มีจิตอาสา ได้ร่วมกำหนดทิศทางพัฒนา เมืองร้อยเกาะสู่เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว