สภาร้อยเกาะ

ทั่วไป

เศรษฐกิจพอเพียง เผชิญกระแสโลกาภิวัตน์ (4)

by Nathon001 @April,19 2007 11.59 ( IP : 203...253 )

คนจนๆ ที่ไม่มีทางออกจำนวนหนึ่งได้นำเอาภูมิปัญญา และแบบวัฒนธรรมนี้มาใช้ในการเผชิญวิกฤต และสร้างชีวิต สร้างครอบครัว และชุมชนที่พอเพียงขึ้นมาใหม่
        “ซาก” ที่หลงเหลืออยู่นี้น่าจะถือว่า เป็นซากที่ฝังลึกมาก ดำรงอยู่กับคนไทยมานานมาก และอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ความยิ่งใหญ่ของชาวนาชาวไร่ รวมทั้งกลุ่มนายทุนชาวไทยมาก่อนหน้านี้แล้ว
        ผมขอยกตัวอย่างรูปธรรม ให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง
        ปู่ และพ่อผมเป็นคนฉะเชิงเทรา ผู้คนในแถบนี้เป็นคนไทยเชื้อสายจีน หลายคนแต่งงานอยู่กินกับคนไทย จึงมีฐานวัฒนธรรมผสมประสานแบบจีนไทยปะปนกัน
        ปู่ และพ่อเป็นชาวนาที่ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์แบบผสมผสาน ในเวลาเดียวกัน ปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ทุกอย่างเพื่อบริโภคเอง ที่เหลือก็ขาย พวกเขาจึงมีเงินเหลือจากรายได้ที่ได้จากการขายผลผลิต เรียกว่ามีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาโลกภายนอกมากนัก
        ชาวฉะเชิงเทรา มีชื่อเสียงเรื่องความประหยัด จนกล่าวได้ว่า ค่อนข้างตระหนี่ถี่เหนียวอย่างร้ายกาจ เรียกว่า “ประหยัดกันอย่างสุดๆ”
        ญาติๆ เคยเล่ากันเล่นๆ ว่า
        บ้านเขาประหยัดมากๆ เขาเองจำได้ว่าที่ตรงกลางบ้านจะมีกระปุกออมสินแขวนไว้ พ่อ และแม่พอได้เงินมาก็จะเก็บเงินทั้งหมดใส่เข้ากระปุกออมสิน ไม่มีคำว่า “ถอนออก”
        เงินในกระปุกทั้งหมดจะไม่ถูกใช้เลย นอกจากใครคนใดคนหนึ่งล้มป่วยแบบหนักๆ เพราะเงินจำนวนนี้ที่สะสมไว้ เพื่อการศึกษาของลูกๆ เท่านั้น
        พูดง่ายๆ ชาวฉะเชิงเทรา มีชีวิตแบบพอเพียงยาวนานมาก และเห็นความสำคัญของการศึกษาเรียนรู้ ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด
        พ่อเปลี่ยนวิถีชีวิตจากชาวนาชาวไร่มาเป็นกรรมกรในเมืองหลวง แต่พ่อก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมเดิมไว้ พ่อเริ่มต้นจากการเป็นกรรมกรขับรถเมล์ และมาทำงานเป็นช่างทำทอง ค่อยๆ เก็บสะสมเงินทีละเล็ก ทีละน้อย จนซื้อที่ได้แปลงหนึ่งในย่านฝังธนฯ
        พ่อได้ซื้อที่ไว้แห่งหนึ่ง บังเอิญท่านไม่มีเงิน ท่านก็แบ่งที่ขาย ทำให้ท่านพบอาชีพใหม่ จึงเปลี่ยนอาชีพจากช่างทำทองมาเป็นคนซื้อที่ แล้วแบ่งที่ขาย
        พ่อประสบความสำเร็จในชีวิตพอสมควร จนสามารถส่งลูกทุกคนให้ได้ศึกษาและเรียนรู้ มีเงินพอที่จะส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ
        ถ้าถามว่า “พ่อประสบความสำเร็จได้อย่างไร”
        คำตอบที่ได้ก็ไม่ต่างจากคนที่มีเชื้อสายจีนอีกมากมายที่ประสบความสำเร็จในเวลาเดียวกัน
        พ่อประหยัดอย่างยิ่ง ประหยัด จนเรียกว่า “ตระหนี่” ต่อการใช้จ่าย เงินทุกบาททุกสตางค์ เงินทั้งหมดมีไว้เพื่อลูกๆ และเพื่อการศึกษาของลูกเท่านั้น
        ผมจำเรื่องที่อดขำไม่ได้เรื่องหนึ่ง คือ “หมวกของพ่อ”
        เชื่อไหม...พ่อผมมีหมวกอยู่ใบเดียว ใบเดียวเท่านั้น
        ท่านใช้ตลอดชีวิตของท่าน ท่านไม่เคยเปลี่ยน ใช้จนเก่า จนผุ จนถึงช่วงที่ท่านแก่...ชรา ท่านก็ยังใช้หมวกใบนี้
        ความประหยัดแบบรัดเข็มขัด เก็บเล็กผสมน้อย ทำให้พ่อไม่เคยกินเหล้าและไม่เล่นการพนัน
        นอกจากเรื่อง “ประหยัด” แล้ว พ่อสอนเสมอเรื่อง “ซื่อสัตย์” พ่อบอกว่า นี่คือ หัวใจของการทำธุรกิจ เวลาเราพูดคำไหน ต้องหมายถึงอย่างนั้น ไม่มีคำว่า “กลับกรอก” รับปากแล้ว ต้องทำ
        นอกจากประหยัด และซื่อสัตย์ คำต่อมาคือ “ขยันอดทน” พ่อทำงานไม่เคยมีวันหยุดสักวัน!!!
        วัฒนธรรมอาเซียแบบพอเพียง ไม่ใช่สอนให้คนขี้เกียจหลังยาว แต่สอนคนให้รักการทำงานมากๆ พ่อเชื่อว่า “งานคือชีวิต” พ่อรักงาน และหลงทำงานจนลืมว่าคนเรามีชีวิตในมิติอื่นๆ ที่ถูกมองข้ามไป
        คนตะวันออกไม่ได้ทำงานเพื่อตัวเอง ดังเช่นคนตะวันตกทำ พ่อพูดเสมอว่า พ่อทำงานก็เพื่อลูก ลูกจะได้สบาย

        พูดง่ายๆ คนตะวันออกถือว่า ชุมชน และครอบครัว ยิ่งใหญ่กว่าความเป็นปัจเจกชน

        สุดท้ายพ่อสอนไว้ว่า ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลต่อญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ
        พ่อกล่าวว่า
        “ถ้าเราไม่ช่วยคนอื่นๆบ้าง เวลาเราตกอับ ใครจะช่วยเรา”

        นี่คือแนวคิดเชิงเครือญาติพี่น้อง ซึ่งมีรากมาจากวัฒนธรรมชุมชนโบราณ
        นอกจากนี้ คนโบราณในโลกตะวันออก ยังมีสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวความเป็นชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียวกันนั่นคือ “ศาสนา”
        ชีวิตของคนตะวันออกจึงเรียนรู้การเป็นผู้ให้มาตั้งแต่กำเนิด
        เรื่องนี้ ผมเรียนจากแม่ เพราะแม่มีชีวิตอยู่กับวัดตั้งแต่เกิด และมีชีวิตอยู่กับการทำบุญ
        ตั้งแต่เด็กๆ ผมมักถูกลากไปที่ต่างๆ ไปทำบุญกับแม่ แม่ผมก็มีเชื้อจีน แต่แม่มีเชื้อไทยและแขกด้วย แม่มีน้าสาวเป็นแขก มีสามีรวย พอสามีตาย ท่านก็ทิ้งเงินก้อนโตไว้กับน้า น้าไม่มีลูก ท่านจึงชอบพาแม่ไปทำบุญ ผมจึงถูกลากไปด้วย
        ผมเรียนรู้ตั้งแต่เล็กๆ ว่า การทำบุญสอนให้ผมเองรู้ค่าของคนอื่นๆ และสิ่งอื่นๆรอบตัว
        การช่วยผู้อื่นทำให้เราได้พบ “ความสุข” โดยที่เราไม่รู้ตัว
        นี่คือ วัฒนธรรมตะวันออกที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของเราตั้งแต่เกิด ตั้งแต่เรายังเป็นเด็กเล็กๆ แต่เรามักไม่รู้ตัว และไม่รู้ค่า
        กระแสการแพร่ระบาดของวัฒนธรรมตะวันตกทำให้เยาวชนไทยปัจจุบันกลายเป็นคนไร้รากทางวัฒนธรรม (ตะวันออก) หลงแต่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลงใหลวัฒนธรรมฮอลลีวูด และหันมาดูถูกเหยียดหยามวัฒนธรรมของตัวเอง หาว่าป่าเถื่อนและโบราณ
        เยาวชนไทยจึงหลงชอบการบริโภคนิยมแบบตะวันตก วิ่งตามกระแสตะวันตก กลัวว่าตัวเองจะตกกระแส และตามกระแสไม่ทัน
        ลืมไปว่าที่ ปู่ ย่า และพ่อแม่เรา ตั้งตัวได้หรือเอาตัวรอดมาได้ จริงๆ แล้วก็เนื่องจากคนเหล่านี้ได้นำเอาวัฒนธรรม และภูมิปัญญาโบราณชุดนี้ มาปรับใช้
        นี่คือ ที่มาของความสำเร็จของระบบเศรษฐกิจพอเพียงในชนบท
        และนี่คือ ที่มาของความสำเร็จของบรรดาชนชั้นนายทุนไทยในอดีต
      การผงาดขึ้นของโลกตะวันออก
        ปัจจุบัน ระบบโลกไม่ได้เคลื่อนตัวจาก (ตกมาออก) ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเท่านั้น ระบบโลกยังมีการเคลื่อนตัวทางระบบโครงสร้างอำนาจด้วย
        การผงาดขึ้นของตะวันออกเกี่ยวพันโดยตรงกับการพังทลายของโลกตะวันตก ภายใต้การนำของอเมริกา หรือบางทีเราเรียกว่า จักรวรรดิมหาอำนาจอเมริกา ซึ่งสถาปนาอำนาจขึ้นเหนือระบบโลกตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
        จนถึงทุกวันนี้ ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าสหรัฐอเมริกา ถ้าเรามองโลกในแง่อาวุธและเทคโนโลยี รวมทั้งด้านความรู้ หรือ Knowledge
        ในเมื่อสหรัฐฯ เหนือกว่าประเทศอื่นทั้งหมดในโลกทั้งด้านอาวุธและเทคโนโลยี แต่ทำไมอเมริกา จึงไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเหนือระบบโลกได้
        คำตอบก็คือ สหรัฐฯ ต้องเผชิญศัตรูที่สหรัฐอเมริกาไม่สามารถเอาชนะได้ นั่นคือ “โลกตะวันออก” (The East)
        พูดอีกอย่างหนึ่งคือ สหรัฐอเมริกาสามารถสยบยุโรปให้อยู่ในอำนาจได้ สยบละตินให้อยู่ใต้ฝ่าตีนได้ในระดับหนึ่ง แต่สหรัฐอเมริกาไม่สามารถสยบชาวตะวันออกได้เลย
        ประเทศแรกที่สามารถท้าทาย และสยบมหาอำนาจอเมริกาได้คือ ประเทศเวียดนาม
        “สหรัฐอเมริกาแพ้สงครามเวียดนามได้อย่างไร”
        นี่คือคำถามที่ชาวอเมริกันตอบไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ สหรัฐอเมริกามีความเหนือกว่าในทุกๆอย่าง และทุกๆ ด้าน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความรู้ เทคโนโลยี และจำนวนประชากร แค่เรื่องอาวุธอย่างเดียวก็ไม่มีทางเทียบกันได้แล้ว
        คำตอบของผมพบคือ
        ประเทศเวียดนามยังคงรักษาความเป็นตะวันออก หรือระบบชุมชนโบราณที่พึ่งตัวเอง และเข้มแข็งไว้ได้
        คนเวียดนามส่วนใหญ่รับวัฒนธรรมชุมชนพื้นฐานมาจากจีน แต่เวียดนามเป็นจีนยิ่งกว่าจีน เพราะเวียดนามต้องต่อสู้กับจีนในอดีต จึงต้องสร้างฐานรากวัฒนธรรมชุมชนที่เข้มแข็งขึ้น และเข้มแข็งกว่าวัฒนธรรมชุมชนของจีน
        ฐานรากของวัฒนธรรมตะวันออกแบบจีนคือ การมีครอบครัวที่ยั่งยืน มีชุมชนที่เข้มแข็ง และมีระบบวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่พึ่งตัวเองและพอเพียง
        ประเทศเวียดนามจึงมีฐานของชุมชน และเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็งอย่างยิ่ง จนอาจกล่าวได้ว่า เข้มแข็งที่สุดในโลก
        ผมเคยฟังเรื่องเล่าของลุงโฮ เขาเล่ากันว่า ตอนที่โฮจีมินจะตัดสินใจสู้กับอเมริกา ท่านเรียกบรรดาผู้นำชาวบ้าน หรือชุมชน มาประชุมพร้อมกัน แล้วถามว่า
        “พวกเราจะสู้ กับสหรัฐอเมริกาผู้ลุกรานหรือไม่”
        บรรดาผู้นำชุมชนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
        “เราทุกคนจะสู้ด้วยชีวิต เพื่อขับไล่ศัตรู และรักษาแผ่นดินของเรา”
        ลุงโฮจึงตัดสินใจประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา
        ท่านบอกผู้นำชาวบ้านทุกคนว่า
        “ถ้าเราเป็นหนึ่งเดียว ในที่สุด เราจะชนะ”
        ลุงโฮเสียชีวิตไปก่อนที่เวียดนามจะปลดปล่อยตัวเองได้สำเร็จ แต่ผมเชื่อว่า ลุงตายอย่างนอนตาหลับ เพราะท่านรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า “ประชาชนเวียดนามต้องชนะ”
        ความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมและชุมชนนี้เอง คือฐานรากที่ผนึกกำลังการสร้างเครือข่ายสู้รบ และการทำสงคราม
        สหรัฐอเมริกาจึงไม่ได้สู้รบและทำสงครามกับทหารเวียดนามเท่านั้น แต่ต้องรบกับชาวเวียดนามทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ ผู้หญิง และแม้แต่เด็กๆ
        นอกจากนี้ ภูมิปัญญาตะวันออกยังมีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี
        คนในโลกตะวันตกรู้ว่าจะใช้ความแข็งแกร่งไปกวาดล้างและเอาชนะผู้ที่อ่อนแอกว่าได้อย่างไร
        แต่คนตะวันออกเหนือกว่า เพราะศาสตร์ตะวันออกโบราณสอนว่าจะใช้ความอ่อนกว่าไปชนะสิ่งที่เข้มแข็งกว่าได้อย่างไร
        ในช่วงปี 1970 ถึง 1975 สหรัฐอเมริกาไม่เพียงแพ้สงครามทางการเมือง หรือสงครามเวียดนามเท่านั้น สหรัฐอเมริกายังแพ้สงครามเศรษฐกิจต่อญี่ปุ่น (หรือ The East) อีกเช่นกัน
        ญี่ปุ่นใช้วัฒนธรรมตะวันออกในการจัดตั้งองค์การธุรกิจแบบใหม่ เกิดระบบองค์กรการจ้างงานแบบตลอดชีวิต (ซึ่งมีรากมาจากความเป็นชุมชน)
        นอกจากนี้ ญี่ปุ่นใช้ปรัชญาเซนในเรื่อง “ความเป็นบูรณาการ” ที่งดงามเป็นแนวปรัชญาในการทำการผลิต การตลาด การให้บริการ และอื่นๆ
        สร้างรถยนต์ขนาดเล็ก และสินค้าอื่นๆ ที่สามารถรักษามาตรฐานและมีคุณภาพที่แน่นอน มีบริการด้านอะไหล่ และบริการอื่นๆ แบบครบวงจร
        ตีตลาดรถขนาดใหญ่และหรูๆ แบบอเมริกา และบรรดาสินค้าที่ผลิตจากอเมริกาซึ่งเคยครอบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พังยับเยิน
        ดังนั้น นับตั้งแต่ปี 1975 ถึง 1980 คำว่า “ญี่ปุ่นผู้เป็นหนึ่ง” และคำว่า “ความเป็นตะวันออก” หรือบูรพาวิถี ได้เริ่มผงาดอำนาจขึ้นเหนือระบบเศรษฐกิจโลก
        แต่ถึงอย่างไร สหรัฐอเมริกาก็ไม่ยอมแพ้อย่างง่ายๆ หลังจากปี 1990 ถึงปี 2000 จักรวรรดิอเมริกาก็เริ่มรุกโลกครั้งใหม่ ด้วยการปฏิวัติเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า สารสนเทศ นี่คือที่มาของโลกในยุคโลกาภิวัตน์
        สหรัฐอเมริกา ไม่ได้บุกโลกทางเทคโนโลยีเท่านั้น สหรัฐอเมริกาได้พยายามสยบเอเชียครั้งใหม่
        เริ่มจากการทำสงครามเศรษฐกิจ ทำลายค่าเงินเอเชีย หรือที่คนทั่วโลกเรียกว่า “โรคต้มยำกุ้ง” ซึ่งเริ่มระเบิดขึ้นที่ประเทศไทย เล่นเอาระบบเศรษฐกิจเอเชียทรุดตัวลงอย่างหนักในช่วงปี 1996 ถึง 1997
        หลังชัยชนะครั้งนั้น สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่รุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างยิ่งในช่วงปี 1978 ถึง 2000
        หลังจากนั้น ช่วงปี 2001จนถึงปัจจุบัน สหรัฐฯได้พยายามสถาปนาระบบผู้นำเดียวเหนือระบบโลกอีกครั้งหนึ่ง จึงเปิดแนวรุกเพื่อยึดครองโลกตะวันออกอีกครั้งหนึ่ง เริ่มขึ้นที่ตะวันออกกลาง (อัฟกานิสถาน อิรัก และอิหร่าน) และในเวลาเดียวกัน ก็พยายามปิดล้อมจีนทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจครั้งใหม่ (ยังมีต่อ)

Comment #1
สุทาทิพย์
Posted @December,15 2007 17.44 ip : 124...4

คนเ ราเกิดมาต้องสู้

Comment #2
สุทาทิพย์
Posted @December,15 2007 17.44 ip : 124...4

คนเ ราเกิดมาต้องสู้

แสดงความคิดเห็น

« 9598
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Hyperlink Text Color :)
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

สภาร้อยเกาะ :: เครือข่ายพลเมืองชาวเกาะ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

กระบวนการสร้างสรรค์ทางปัญญา เพื่อให้พลเมืองผู้มีจิตอาสา ได้ร่วมกำหนดทิศทางพัฒนา เมืองร้อยเกาะสู่เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว