ทั่วไป
ค่าของเมือง ** โดย นวพร เรืองสกุล
เลี้ยวรถเข้าเมืองชายทะเลแห่งหนึ่งของเรา สิ่งแรกที่ได้เห็นแทนที่จะเป็นผืนน้ำของท้องทะเลที่โล่งกว้าง ให้นักท่องเที่ยวได้มองอย่างสบายตาและพลอยให้โปร่งใจ กลับเห็นป้ายอันเบ้อเริ่มขวางหน้าอยู่ ก็ที่มันโล่งดี ติดป้ายแล้วอ่านได้ถนัดชัดเจน เป็นอันว่าทะเลรอไปก่อน
อีกเมืองหนึ่งเป็นเมืองประวัติศาสตร์ มีแม่น้ำผ่านกลางเมืองเป็นเครื่องปรับอากาศชั้นดีทีเดียว เพราะว่าได้ลมจากน้ำ และมีถนนซอยจากถนนใหญ่ที่ตัดผ่าน ทำให้บ้านส่วนมากถูกขนาบด้วยทางรถไฟ หรือถนนด้านหนึ่ง กับแม่น้ำอีกด้านหนึ่ง ถนนเหล่านี้ก็ช่วยในด้านการถ่ายเทของลม แต่แล้ววันหนึ่งท้องถิ่นก็ตัดสินใจว่าริมแม่น้ำนั้นน่าทำร้านค้าจริงๆ
สิ่งแรกก็คือทางลมถูกกั้น นึกถึงเวลาที่เราอยู่ในที่ว่างโล่งแต่ลมพัดผ่านไม่ได้เพราะตึกบัง เป็นอย่างไรก็อย่างนั้น
สิ่งที่สองก็คือ เส้นทางถนนจากหอนาฬิกากลางเมืองที่เคยมองทะลุถึงแม่น้ำ ต่อไปนี้มองมาก็เจอแผงร้านค้า สิ่งที่ท้องถิ่นน่าจะสร้างก็คือ สร้างให้มองจากหอนาฬิกาผ่านแม่น้ำกว้างไปเห็นสวนและอนุสาวรีย์อีกฟากหนึ่ง เพราะจะเป็นการเพิ่มค่าของสภาพแวดล้อมของเมือง ไม่ใช่ร้านค้ารุงรังที่กำลังจะเกิดขึ้น
ถ้าจะสรุปว่า ท้องถิ่นงี่เง่า ขอให้ช้าก่อนอย่าเพิ่งด่วนสรุปเช่นนั้น
เรื่องของผลประโยชน์
อีกเมืองหนึ่ง มีห้างใหญ่ขอเปิดในตัวเมืองในเวลาที่กระแสด้านห้างกำลังแรง และรัฐบาลกำลังคิดว่า จะมีนโยบายจำกัดการขยายตัวของห้างยักษ์ใหญ่อย่างไรบ้าง นายกเทศมนตรีกลับอาศัยช่องที่กำลังเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อนั้น อนุมัติให้สร้างห้างได้ในเขตเมือง ทั้งๆ ที่จะไม่ให้สร้างก็ย่อมได้ จะให้กระเถิบออกไปนอกเมืองก็ย่อมได้ แต่ไม่ทำ
ทราบกันดีว่าที่ดินที่ห้างยักษ์นั้นจะสร้างห้าง เป็นที่ดินของนายกฯ คนนั้นนั่นเอง คนเล่าถามผู้เขียนว่า นี่คือตัวอย่างของความทับซ้อนของผลประโยชน์(Conflict of Interest) ใช่ไหม
ทั้งเมืองได้แต่สมน้ำหน้าตนเองที่เลือกนายกฯ คนนี้เข้ามา และร้านค้าปลีกทั้งหลายก็ต้องเตรียมรับสถานการณ์และชะตากรรมต่อไป ส่วนนายกฯก็คงได้เงินค่าที่สบายไปแล้ว เมืองจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องทีหลัง
ผู้ที่สนใจจะอนุรักษ์เมือง รักษาสภาพแวดล้อมและสภาพสังคมภายในเมือง ให้เหมือนกับที่เห็นในหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เห็นเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เมืองแต่ละเมืองของเรากำลังถูกทำลายลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวัตถุหรือทางด้านสังคม ทั้งๆ ที่ทำอีกอย่างหนึ่งที่ตรงกันข้ามน่าจะได้ผลที่ดีกว่าเป็นส่วนรวม
ตัวอย่างที่สถาปนิกยกให้ฟังคือ เมืองเชียงใหม่ในสมัยของผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่ง ได้ทำให้น้ำเต็มคูเมืองจนแทบจะปริ่ม น้ำสูงขนาดนั้นพัดพาขยะที่ลอยอยู่มาติดที่ริมตลิ่ง เก็บทำความสะอาดง่าย คูเมืองจึงสะอาดสะอ้าน และน้ำปริ่มคูขนาดนั้นทำให้ได้เงาสะท้อนของกำแพงเมืองเป็นภาพที่ชวนมอง สร้างความงามให้กับเชียงใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วยวิธีการง่ายๆ
ตัวอย่างแรกกับตัวอย่างที่สองมีคนได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่าต่างกันเพราะเรื่องเมืองเชียงใหม่ ประโยชน์เป็นของสาธารณะ(Public) หรือส่วนรวม และเป็นประโยชน์ระยะยาววัดเป็นตัวเงินในวันเดียวไม่ได้
ส่วนรวมกับส่วนตัว เรื่องที่ยังต้องเรียนรู้
ในการลงสมัครแข่งขันเพื่อได้ตำแหน่งทางการเมือง ผู้สมัครแต่ละคนล้วนต้องสร้างสมบารมีและฐานเสียงมาก่อน เมื่อได้ตำแหน่งมาแล้วก็ต้องหาทางสร้างสมต่อไป บารมีที่แน่นอนที่สุดเห็นจะเป็นบารมีที่มีเงินตราเป็นองค์ประกอบสำคัญ และการรู้สึกว่ามีผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง สำหรับนำไปแสดงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
การสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในเมืองแบบง่ายที่สุดก็คือ ให้ผู้รับเหมาดำเนินการ เมื่อโครงการอยู่ในการดำริริเริ่มหรือสานต่อของผู้รับเหมา ก็แน่นอนที่ว่าต้องสร้างสิ่งที่ได้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ให้มากที่สุด เพราะผู้รับเหมาทำธุรกิจ ไม่ใช่คนที่ทำงานเพื่อสาธารณะ สถาปนิกและพวกผังเมืองไม่เกี่ยว กลุ่มนี้คิดแล้วเมืองมีแต่เสียเงินแทนที่จะได้เงิน
ส่วนนักการเมืองนั้นเล่า ภูมิหลังที่มาจากการเป็นผู้ทำการค้าและธุรกิจต่างๆ เมื่อได้มามีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองเข้า หลายคนก็คงยังมีจิตเป็นนักธุรกิจอยู่ จึงมองปัญหาและแก้ปัญหาจากมุมที่ตนคุ้นเคย ไม่ได้มีความรู้สึกว่าตนกำลังทำงานเพื่อส่วนรวม ที่เงื่อนไขและประโยชน์ที่นำมาวัดเป็นคนละตัวกัน อีกทั้งไม่มีใครบอก และไม่มีใครเรียกร้อง
เมื่อประกอบกับการขาดทิศทางจากส่วนกลาง ที่ควรจะเป็นพี่เลี้ยงเป็นต้นแบบและเป็นผู้สร้างแนวทางและกรอบที่พึงจะเป็นให้ ต่างเมืองต่างก็คิดและทำไปตามที่ตนเองเห็นว่าเหมาะและเป็นประโยชน์ที่สุด ในเมื่อประโยชน์สาธารณะไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นหรือจับต้องได้ และในเมื่อประชาชนที่เลือกตั้งนักการเมืองต่างๆ เข้ามา ต่างก็ตามไม่ทัน ไม่เห็นประโยชน์ หรือไม่เห็นหนทางที่จะหันเหเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ ต่างคนต่างก็ทำโดยมองที่ประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้งจึงลืมไป หรือไม่เคยรู้ว่าบทบาทของรัฐกับบทบาทที่แต่ละคนพึงเล่น ในฐานะบุคคลที่เป็นผู้ผลิตในระบบเศรษฐกิจนั้นเป็นคนละบทกัน
ทางเลือกของสังคม
ปัญหาที่เกิดในท้องถิ่นก็เกิดในส่วนกลางด้วยเหมือนกัน เป็นปัญหาทำนองเดียวกัน ไม่เช่นนั้นเราคงไม่เห็นอาคารหลายแห่งที่เคยเป็นจุดเด่นของกรุงเทพฯ ที่สะท้อนยุคสมัยต่างๆ ของเราตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมาถูกรื้อลงไปเรื่อยๆ จนแทบจะหมดสิ้นไป
เราไม่สนใจว่าใครเป็นสถาปนิก ไม่สนใจเก็บประวัติศาสตร์ของเมืองที่แฝงอยู่ในสิ่งปลูกสร้าง ไม่สนใจผังเมืองที่ดี ทั้งๆ ที่ตำราบอกไว้ว่าผังเมืองที่ดีเพิ่มค่าของเมือง และเพิ่มค่าของที่ดินได้อีกมาก แต่นั้นเป็นเรื่องระยะยาว เกิดขึ้นหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เฉพาะหน้านี้คือใครทำใครได้ทันที
ถ้าเราสนใจ คงจะไม่ต้องถามกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับโรงเรียนเตรียมทหารของท่านนายกฯ และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย(สมัยนั้น) ท่านไม่มีเยื่อใยกับประวัติศาสตร์ของสังคมสมัยท่านบ้างเลยหรือ จึงปล่อยให้โรงเรียนเก่าของท่านถูกเปลี่ยนเป็นตลาดอย่างง่ายดาย แทนที่จะทำอะไรที่คงค่าเอาไว้บ้าง แม้ว่าจะไม่รักษาไว้เพื่อประโยชน์ใช้สอยเดิม เพราะว่าไม่เหมาะสมแล้วก็ตาม
นึกถึงสิงคโปร์ เมื่อมีการสร้างแหล่งพักอาศัยแห่งใหม่นอกเมือง รัฐบาลย้ายโรงเรียนเก่าแก่ออกไปอยู่ใกล้ชุมชนจนหมด แต่อาคารโรงเรียนของเดิมก็ได้รับการดูแลอย่างดี เป็นที่ใช้ประโยชน์ต่างๆ ของส่วนรวม ถ้าจะหารายได้เป็นร้านอาหารก็เป็นร้านอาหารชั้นดี ไม่มีแสงไฟนีออนโฉ่งฉ่าง แต่มีสง่าราศีสมกับที่เคยเป็นสถานศึกษา ไม่ทำให้ศิษย์เก่าต้องเดินผ่านแล้วก้มหน้าด้วยความเสียใจและละอาย
ไม่รู้หรือว่าไม่ทำ
ถ้าถามว่าผู้บริหารท้องถิ่นและผู้บริหารส่วนกลางทั้งหลายไม่รู้หรือว่าประเทศอื่นๆ เขาอนุรักษ์เมืองกันอย่างไร สร้างค่าให้เพิ่มขึ้นเพื่อประโยชน์ระยะยาวอย่างไรบ้างเช่น เพื่อการท่องเที่ยว เพื่อคุณภาพชีวิตของคนในเมือง และเพื่อประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของประเทศเอง เห็นไปเมืองนอกกันออกบ่อยไป
ถามแบบนี้แปลว่าคิดว่ารู้แต่ไม่ทำ
อาจจะเป็นไปได้อีกด้านหนึ่งว่า ไม่รู้จริงๆ เพราะไปเมืองนอกไม่ได้ไปดูงาน ไม่ได้ไปคุยถึงแก่นแท้ของการบริหารเมือง หรือปรัชญาของการเป็นรัฐ
ผู้ได้อำนาจบริหารในแต่ละเมือง อาจจะไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับอำนาจนั้นอย่างเหมาะสม กับฐานะที่เป็นผู้ดูแลงานสาธารณะ อาจจะนึกเพียงว่าตนมีหน้าที่เป็นตัวแทนกลุ่มธุรกิจของตนเท่านั้น
ในระหว่างนั้นราษฎรเองก็ยังไม่มีการจัดตั้งที่เข้มแข็งพอ จะมีส่วนมีเสียงที่ดังขึ้นหลังวันเลือกตั้ง และไม่มีข้อมูลข่าวสารที่พอเพียง เราก็คงต้องนั่งดูสิ่งมีค่าที่มีอยู่ในมือยับเยินไป เพราะความไม่รู้ค่าของคนมีอำนาจไม่ว่าจะเป็นส่วนกลาง หรือส่วนท้องถิ่น(หรืออันที่จริงรู้ค่าเหมือนกันแต่รู้เฉพาะค่าที่ตีราคาเป็นเงิน และเป็นส่วนตัวเฉพาะหน้าเท่านั้น)
จะแก้ไขปัญหาอย่างไร
เพลโตบอกว่าต้องให้ผู้บริหารเป็นนักปรัชญา
พูดภาษาสมัยใหม่เห็นจะต้องบอกว่าผู้บริหารเมืองต้องมองกว้างและมองลึก และมองออกว่าอันใดเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่ากัน
พูดแบบธรรมมาภิบาลเห็นจะต้องบอกว่า อำนาจต้องมากับความรู้ในบทบาทของตนและความโปร่งใส
พูดในแง่พื้นฐานทางความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ เห็นจะต้องบอกว่า ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความลงตัวกับความไม่ลงตัวของผลประโยชน์และอำนาจ ในมือคนกลุ่มต่างๆ
พูดในแง่การปกครองก็คือท้องถิ่นจะเจริญและน่าอยู่ได้ ก็ด้วยความเห็นของนักการเมืองและพลเมืองในท้องถิ่นที่ไปในแนวเดียวกัน คือความรักท้องถิ่นและต้องการรักษาท้องถิ่นไว้ เพราะทุกคนคือคนเมืองนั้น ตั้งใจใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั้นตลอดไป ต้องการเมืองที่ดีเพื่อลูกหลานของตนเอง เป็นสิ่งที่มองส่วนรวมว่าเป็นส่วนหนึ่งของส่วนตัว
ค่าของเมืองจึงอยู่ที่คนเมืองนั้นๆ เอง
** เป็นบทความที่เขียนโดย อ.นวพร เรืองสกุล ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ไหนไม่ระบุไว้ แต่พบในเว็บโดยบังเอิญ
web team
สิทธิศักดิ์